vi

๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๑

วันนี้เดินไปรับบาตรข้ามจังหวัด ครับ กลับมาพักที่บ้านกองก๋อย แล้วเดินไปบิณฑบาตที่บ้านบ่อสลี ทราบว่าพระมหาฯเจ้าอาวาสที่นั่น ไม่บิณฑบาตมานานแล้ว เลยเดินไปโปรดเขาหน่อย ครับ บ้านบ่อสลีอยู่ในเขตอมก๋อย จ.เชียงใหม่ ครับ ส่วนบ้่านกองก๋อยอยู่ในเขตสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ห่างกันประมาณ ๔ กม. มีคลองเล็ก ๆ คั่น กะไปเซอร์ไพรส์เขา ครับ เลยได้เซอร์ไพรส์ตัวเอง เพราะเขาไม่ได้เตรียมของไว้ใส่บาตร เลยได้แต่ขนมมาเพียบเลย

 

บรรยากาศของการบิณฑบาตข้ามจังหวัด

 

ระหว่างทางขากลับ หิ๊วหิว ครับ เลยแวะนั่งฉันข้างทาง บรรยากาศโคตรโรมันคาทอลิกเลย ครับ นั่งฉันท่ามกลางสายหมอก ใต้ต้นไม้น้ำค้างลงจัด จนเหมือนฝนตก ช้อนเชิ้นไม่มี ก็ลุยด้วยมือนั่นละ เป็นข้าวต้มมัด ที่อร่อยที่สุดในปฐพี ครับ เพราะมันหิว ฉันพลางบรรยากาศมันให้ เหมือนสมัยออกเดินธุดงค์ ครับ มีพื้นดินเป็นอาสนะ มีฝาบาตรเป็นจานข้าว คิดว่า นี่ละหนอ ชีวิตมันก็แค่นี้เอง จักไปขวนขวายไขว่ขว้าหาอะไรให้มากความ มีอาหารกินอิ่มมื้อ ๆ หนึ่ง เคี้ยว ๆ กลืน ๆ ให้มันหายหิว ไม่เห็นต้องไปนั่งภัตตาคารให้เสียสตางค์ ก็อิ่มเหมือนกัน คนเราต่่างดิ้นรนหาทุกข์ใส่ตัวแท้ ๆ

 


 

 

อิ่มแล้วก็เดินต่อไป ครับ คราวนี้่พอใกล้บ้านกองก๋อย ได้ปลามา ๓ ตัว ครับ สร้างความฮือฮาให้เหล่าเพื่อนพระภิกษุมาก เพราะไม่มีใคร ได้ปลากันมาเลย เขาได้กันแต่ในหลวงสีเขียวเพียบเลย ครับ เจ้าอาวาสเล่าว่า ปกติบิณฑบาตได้ สามวันพัน ๆ อู้...อย่างงี้เดือนนึง เฉพาะบิณฑบาตก็เป็นหมื่นเลยซี... สามารถนำมาใช้เป็นดัชนีวัดได้ว่า เศรษฐกิจดีกว่าในกรุงเทพฯเสียอีก  ครับ ข้าพเจ้าได้มาสองใบ นึกว่าได้เยอะแล้วนะเนี่ยะ

 

 

คลองเล็ก ๆ แบ่งเขตจังหวัด
 
หันมาถ่ายอีกฝั่งหนึ่ง
 
ป้ายบอกเขตจังหวัด เห็นมะ

 

ต้องอธิบายนิดหนึ่ง ครับ บ้านกองก๋อยนี่ อยู่บนพื้นราบนะ ครับ เศรษฐกิจดีโคตร แต่ที่ไปแจกของมาเมื่อวาน อยู่บนดอย เลยบ้านกองก๋อยขึ้นไป ครับ มีโรงเรียนชาวเขาอยู่ ๔ โรงเรียน เดี๋ยวจักเข้าใจว่า เขารวยอยู่แล้ว ไปแจกเขาทำไม ข้างบนยังจนอยู่ ดังคลิปเอ็นทรี่ที่แล้วนั่นละ ครับ

๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๑

ไม่มีงานเลี้ยงใด ไม่เลิกรา ถึงเวลาลิเกจะลาโรง ก็ออกเดินทางออกจากบ้านกองก๋อยแต่ ๘ โมงเช้า ครับ ไปถึง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เกือบเพล หลวงลุงจะแยกเข้าเชียงใหม่ ไปตรวจข้อสอบนักธรรมโท-เอก ส่วนเราสองพระสองมุม ขอแยกวง สู่ดอยเต่า บ้านเฮากันดาร เพื่อไปหา ครูบาบุญยัง วัดห้วยน้ำอุ่น ขอแก้ความเข้าใจเสียเลย ครับ พระที่เข้าใจว่า เป็นครูบาบุญชุ่ม เมื่อรายงานข่าวตอนแรก ๆ ความจริงท่านชื่อ ครูบาบุญยัง ครับ เข้าใจผิดไปเล็กน้อย (ครูบาบุญชุ่ม ท่านก็ยังอยู่ที่พม่าเหมือนเดิมนั่นแล) หลวงพี่ตือท่านอยากจะไปเสวนาด้วย ก็เลยตามท่านไป

 

 

ครูบาบุญยัง ครับ

 

 

ท่านก็แนะเรื่องการปฏิบัติเล็กน้อย ครับ แล้วก็พูดคุยสอบถามปฏิปทาของท่าน วัดท่านอยู่ห่างจากชุมชนไปประมาณ ๔ กม. ครับ แถมฉันมังสวิรัติกันทั้งวัด บิณฑบาตมาก็ฉันไม่ได้อีก เลยไม่ได้ออกบิณฑบาต ทำอาหารฉันกันเอง วัดเงียบสงบมาก ครับ เหมาะแก่การเจริญสมณธรรม ข้าพเจ้าก็เล็งไว้แล้ว เดี๋ยวจะออกไปบิณฑบาตให้สนุกสนาน แต่ก็ต้องอกหัก เพราะหลวงพี่ตือจะออกเดินทางแต่เช้า ไปกราบตุ๊ป้อสิงห์ ที่วัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่

ตกค่ำ ครูบาวิฑูรย์ วัดจามเทวี จ.ลำพูน มาจากวัดเกาะพระฤๅษี ที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ตรงมาหา ครูบาบุญยัง ครับ เอาวัตถุมงคลมาให้ทำพิธีให้ อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด... ข้าพเจ้าก็พกวัตถุมงคล ที่เหลือจากการแจกชาวเขามาเหมือนกัน เลยขออนุญาตท่าน เอาเข้าพิธีด้วย อะฮ้า... วัตถุมงคลที่จะแจกเป็นรางวัลให้ผู้ที่ทำแท็ก "ทำความดีที่สุดในชีวิต" ได้รับการปลุกเสกถึง ๓ รอบแล้วนะครับเนี่ย รอบแรก นำเข้าพิธีบวงสรวง ที่พระธาตุดอยตุง และพระธาตุจอมกิตติ รอบสองให้ครูบาอินสมเสกให้ และรอบที่สามนี่บังเอิ๊ญบังเอิญ ส้มหล่นได้เข้าพิธีของครูบาบุญยังจ๊ะด้วย พิธีกรรมหน้าตาเป็นอย่างนี้ ครับ

 

 

สวดสำเนียงคำเมือง เพราะดี ครับ

 

 

องค์ทางขวา คือ ครูบาวิฑูรย์ ครับ
 
 
 

 

 

หากพิธีเข้มขลังนี้ ไปสะกิดกิเลสส่วนลึกของท่าน ขอจงรีบรจนาเอ็นทรี่ ติดแท็ก "ทำความดีที่สุดในชีวิต" กันด่วน เจ้าข้าเอ้ย ใกล้หมดเขตรับชิ้นส่วนแล้ว (หมดเขต ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑) อย่าลืมเงื่อนไขนะครับ ๑ รางวัลสำหรับผู้ที่ทำแท็กนี้ มากเอ็นทรี่ที่สุด และ ๑ รางวัล สำหรับผู้ที่ความดีของท่าน "เล็กน้อย" ที่สุด


ใครลืมไปแล้วว่า แท็กหน้าตาเป็นอย่างไร เอาแท็กไปดู

ฝากแท็กด้วยครับ

ข้าพเจ้าขอยื่น แถก หรือ ถาก (ในภาษาเยอรมัน) ซึ่งก็คือ Tag นั่นเอง ให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านครับว่า การทำความดีอะไร ที่ท่านคิดว่า ท่านทำความดีที่สุดในชีวิต ครับ กติกาคือ

๑. ก๊อปปี้ กติกาแท็กทำความดีที่สุดในชีวิต ใส่ไว้ในเอ็นทรี่

๒. ตอบคำถาม ต่อไปนี้

๑. การทำความดีอะไร ที่ท่านรู้สึกภูมิใจที่สุด ในชีวิต ประทับใจที่สุดในชีวิต หรือ รู้สึกว่า มันเป็นความดีที่สุด ของชีวิต นึกถึงทีไร ยิ้มได้ทุกที หรือไม่ต้องที่สุดก็ได้ครับ แต่เป็นความดีที่ท่านรู้สึกดีทุกครั้ง ที่นึกถึง

๒. หากท่านถูกมอบหมาย ให้ทำความดีวันละอย่าง ท่านจะทำอะไรดี ครับ

๓. ในวันพ่อแห่งชาติ ที่จะถึงนี้ ท่านอยากทำความดีอะไร ให้คุณพ่อของท่านที่บ้าน และอยากทำความดีอะไร ถวายพ่อหลวงของเราบ้าง ครับ

๓. พิมพ์ คำว่า "ทำความดีที่สุดในชีวิต" ลงใน Tags แล้วส่งแท็กต่อให้คนที่ท่านสนิทอย่างน้อย ๒ คน

อยากรู้ว่า รางวัลพิเศษหน้าตาเป็นอย่างไร ไปดูได้ที่ เอ็นทรี่ ถาก บุญหนักที่สุดในชีวิต

หมายเหตุ : - วัตถุมงคลนั้น บ้างก็ว่า เป็นสิ่งที่ทำให้คนไปหลงติด หลงยึด บ้างก็ว่า เป็นพุทธพาณิชย์ บ้างก็ว่า ศาสนาพุทธ ไม่มีรูปเคารพ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว วัตถุมงคลทุกชนิด เป็นเหมือนกระปุกออมสิน ครับ การที่เราปลุกพระ อาราธนาพระทุกวัน หรือมีความมั่นใจในวัตถุมงคล ในครูบาอาจารย์ผู้ปลุกเสก หรือมั่นใจในพระพุทธคุณ ก็ประหนึ่งสะสมกำลังสมาธิ กำลังความมั่นใจเพิ่มขึ้นทุกวัน เมื่อความมั่นใจอิ่มตัว สุกงอม ผลของกำลังสมาธิ หรือความมั่นใจของผู้ครอบครองเองนั่นแล จะก่อให้เกิดสิ่งอัศจรรย์ หรือปาฏิหาริย์

ซึ่งหลังจากเกิดเหตุมหัศจรรย์ขึ้นแล้ว ผู้ครอบครองก็มีแนวโน้มจะมั่นใจยิ่งขึ้น เชื่อมั่นในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ผล คือจิตใจฝักใฝ่ในความดี หมั่นทำความดี เพราะเกรงอำนาจพุทธคุณ จะเสื่อมไปจากวัตถุมงคล หรือก็ต้องมีเหตุให้เข้าวัดมากขึ้น แม้เพียงอยากจะไปแบ่งปันประสบการณ์เหนือธรรมชาติ กับพระอาจารย์ นั่นก็เท่ากับว่า ได้คลุกคลีกับพระสงฆ์มากขึ้น เมื่อนั้นก็ไม่ยากที่จะสอดแทรกธรรมะ ลงในจิตใจ

ดังนั้น แม้วัตถุมงคลจักไม่ใช่แก่นของธรรมะ แต่ก็มีส่วนช่วยดึงคนให้เข้าวัดได้ ไม่น้อย ข้าพเจ้าจึงนิยมสร้างวัตถุมงคล พอสมควร ทั้งนี้ ก็ไม่ได้คิดว่า จะตั้งตนเป็นเกจิอาจารย์ เพราะไม่มีความสามารถใดใด เป็นเพียงพระนักเรียนธรรมดา ๆ รูปหนึ่ง อาศัยที่มักท่องยุทธภพไปพบครูบาอาจารย์ที่มีวิชาความรู้ เลยฝากวัตถุมงคลเข้าพิธีไปด้วย คิดแล้วจักมีฆราวาสสักกี่คน ที่ว่างพอไปหาครูบาอาจารย์รูปนั้นรูปนี้บ่อย ๆ ครับ ข้าพเจ้าก็ขอใช้เพศสมณะให้เป็นประโยชน์ ครับ ไปไหนมาไหน ก็พกวัตถุมงคลไปให้ท่านทั้งหลายปลุกเสกด้วย

จึงขอให้ทราบตามนี้ ครับว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ส่งเสริมให้ท่านไปยึด ไปติด กับวัตถุมงคล แต่มีไว้เพื่อเสริมความมั่นใจเท่านั้น สำหรับผู้ที่กำลังใจยังอ่อน ไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ส่วนว่า วัตถุมงคลจะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน ก็ขึ้นกับพระ พรหม เทวดา ท่านสงเคราะห์แค่ไหน และบารมีผู้ปลุกเสก ผนวกกับความมั่นใจของผู้ครอบครองเอง ครับ ข้าพเจ้าเป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ เท่านั้น

๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑

ฉันเช้ามังสวิรัติกับเขาสักมื้อ เดี๋ยวจะมาไม่ถึงวัดห้วยน้ำอุ่น ฟังครูบาท่านบอกฉันให้หมดกะละมังนะ นึกว่าพูดเล่น มองลงไปใต้โต๊ะ เจอกะละมังจริง ๆ ครับ ที่นี่เขาฉันมื้อเดียว จึงต้องฉันเยอะเป็นปกติ ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นชาวมังสวิรัติกับเขา แต่ก็ฉันเพลิน ๆ เกือบหมดเหมือนกัน ฉันเสร็จครูบาท่านก็ใจดีเหลือเกิน ครับ เอารถไปส่งที่วัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่เลย ประมาณ ๒๐ กม. ส่วนท่านจะไปธุระต่อ

 

 

วัดห้วยน้ำอุ่น

 

 

มาถึงวัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ ตุ๊ป้อสิงห์ไม่อยู่ ครับ ไปวัดท่าซุง ร่วมงานธุดงค์ประจำปี เลยเปลี่ยนโปรแกรม ไปโปรดโยมที่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน แทน เขานิมนต์หลวงพี่ตือให้ไปแสดงธรรม ตั้งแต่ท่านไปร่วมทอดผ้าป่ากับ อ.บุญเชิด ที่สำนักสงฆ์ใต้ร่มพระโพธิญาณ จ.กำแพงเพชร หลวงพี่ตือ ก็ไม่ได้รับปากว่า จะไปหรอก ครับ พอดีเมื่อวานปรึกษาครูบาแล้ว ท่านแนะว่า พระเรานี่ เขานิมนต์แล้ว ก็ต้องไป ประจวบกับ ตุ๊ป้อสิงห์ไม่อยู่ ก็เลยโทรบอกให้เขามารับ แผล็บเดียวเท่านั้นเอง เขาก็มารับไปฉันเพลที่บ้านเขา

ฉันเพลเสร็จสรรพ หลวงพี่ตือแสดงธรรมเล็กน้อย แล้วก็ไปเที่ยววัดพระพุทธบาทตากผ้ากัน ครับ ที่นี่มีของแปลก ๆ หลายประการ มีรอยพระพุทธเจ้าตากจีวร บนแผ่นหิน กลายเป็นรอยลึกลงไปในหิน มีรอยเท้าพระอรหันต์ ๗ ขวบ และที่อเมซซิ่งที่สุด คือ รอยเท้าครูบาพรหมา พรฺหมฺจกฺโก ครับ รอยอื่นไม่ใช่ไม่เจ๋งนะ ครับ เพียงแต่รอยอื่น รอยมันไม่ลึก อาจเป็นเพราะสึกกร่อน ไปตามกาลเวลา และเป็นรูปเท้าไม่ัชัดเจน

 

 

 

รอยเท้าพระอรหันต์ ๗ ขวบ
 
รอยตากจีวร ของพระพุทธเจ้า ครับ เป็นรอยบุ๋มลึกลงไปในหิน
 
ถ่ายโคลส์ให้ดูใกล้ ๆ
 
ลักษณะหินบริเวณรอยตากผ้า
 
รอยเท้าอีกรอย
 
เทียบขนาด
 
อันนี้ตรงตามพระพุทธลักษณะ ครับ
 
รอยลึกพอควร ดูลักษณะบริเวณขอบ เหมือนหินกลายเป็นของเหลว
แล้วประทับรอยพระบาท จึงมีลักษณะเหมือนของเหลวล้นออกมาตามขอบด้วย
 
เทียบขนาด
 
รอยนี้สวยทีเดียว ครับ
 
ถ่ายให้เห็นใกล้ ๆ
 
รอยเท้า ครูบาพรหมา ครับ มีคนมาปิดทองเต็มเลย
 
เทียบขนาด
 
สังเกตุดูบริเวณส้นเท้านะครับ
ลึกลงไปประมาณ ๒ นิ้วทีเดียว
เสียดายกล้องไม่สามารถถ่ายความลึกมาให้ดูได้ ครับ
 
ครูบาตื้อ
 
ภาพบนเจดีย์ ๔ ครูบาบนยอดเขา ครับ

 

 

ส่วนของครูบานี่ ดูอย่างไรก็เป็นรูปเท้าชัด ๆ แถมบริเวณส้นเท้า เหยียบหินลงไปลึกมาก ครับ ประมาณ ๒ นิ้วได้ พิจารณาแล้ว เอาเครื่องจักรอะไรมาทำ ก็ไม่เนียนขนาดนี้ ครับ และถ้าจงใจทำขึ้น จะทำไว้ทำไม ครับ ทางวัดก็ไม่ได้โปรโมทให้สิ่งเหล่านี้เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ หรือเก็บตังค์ค่าเข้าชม บางรอยก็แค่เอาเหล็กมากั้น ไม่ให้คนเหยียบ ทิ้งไว้ ตากแดด ตากลม ตากฝน ราวกับของไม่มีค่า

สรุปว่า จะเป็นของจริงหรือไม่ ก็สำคัญน้อยกว่า ถ้าเห็นแล้วระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ระลึกว่า คุณธรรมที่ท่านสอนไว้ ไม่ใช่เรื่องงมงาย อภิญญาสมาบัตินั้น มีอยู่จริง เรื่องราวอิทธิฤทธิ์ในพระไตรปิฎก ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้น หรือกล่าวเกินจริง เห็นแล้วเกิดศรัทธาในพระศาสนาเพิ่มขึ้น หรือขจัดข้อสงสัยว่า พระไตรปิฎกเขียนขึ้นด้วยภาษาสัญลักษณ์ก็เป็นการดี ครับ เพราะเมื่อมีศรัทธาเพิ่มขึ้น สิ่งที่พระองค์สอนก็จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น

หลักที่พระองค์สอน สรุปแล้ว มีเพียง ๓ ประการเท่านั้น คือ ละความชั่ว ทำความดี รักษาใจให้ผ่องใส

ถ้าการที่เราเชื่อว่า รอยเท้าเหล่านี้เป็นของจริง แล้วทำให้เราปฏิบัติ ๓ ประการข้างต้น ได้หนักแน่นขึ้น ข้าพเจ้าก็ถือว่าดีทั้งนั้น

กับการที่ไม่เชื่อว่า เป็นรอยเท้าของจริง เป็นสิ่งที่คนจงใจทำขึ้นเพื่อหลอกลวง แล้วก็ไปใช้ชีวิตอย่างเดิม ไม่ดีขึ้น ไม่เลวลง ข้าพเจ้าก็ว่า อย่างนั้นเปล่าประโยชน์ที่จะทำตัวเป็นคนเชื่ออะไรยาก ครับ เพราะนั่นหมายความว่า ท่านไม่ได้ "เชื่อยาก" เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวท่านเอง แต่ "เชื่อยาก" เพราะอยากประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่า ท่านเป็นคน "เชื่ออะไรยาก" จัดเป็นอีโก้ ครับ พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ

เที่ยวเสร็จแล้ว ก็กลับมาพักบ้านโยม ๑ คืน โทรถามหลวงพ่อสิงห์ ท่านกลับมาจากวัดท่าซุงแล้ว ครับ ญาติโยมนิมนต์หลวงพี่ตือ อ๊ะ... ต้องเรียกว่า พระอาจารย์ตือ ถึงจะเหมาะสม แสดงธรรมโปรดญาติโยมต่ออีก ข้าพเจ้าขอหลีกลี้ไปจำวัด เพราะคุณธรรมไม่ถึงขั้นพระอาจารย์ อยู่ไปก็เกะกะ อีกทั้งมันทำท่าจะมีไข้ เลยฉันยา แล้วเข้านอนโดยพลัน

๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๑

ญาติโยมนิมนต์ฉันเพลแล้ว ก็มาส่งที่วัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ ครับ อยู่เสวนากับหลวงพ่อมหาสิงห์อยู่นาน ครับ ทีแรกตั้งใจว่า จะมานำเอา แนวข้อสอบนักธรรมตรี ที่ข้าพเจ้าทำขึ้น แล้วฝากให้ทางวัดแจกจ่ายในจังหวัดลำพูน เมื่อช่วงก่อนสอบนักธรรมตรีที่ผ่านมา โดยลืมนึกไปว่า วัดท่านมีบุคลากรน้อย เห็นว่า จะมาดองอยู่ที่วัด ไม่เกิดประโยชน์ จึงตั้งใจจะฝากโยมที่มาส่ง ให้เอาไปแจกที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า เพราะที่นั่นเป็นสำนักเรียน แต่ปรากฏว่า ท่านชอบใจ แนวข้อสอบนักธรรมตรี ที่ข้าพเจ้าทำขึ้นมาก ครับ ในเล่มนั้น จะมีวิชาธรรมวิภาค ซึ่งก็คือ หมวดธรรมะขั้นพื้นฐาน วิชาพุทธประวัติย่อ และวินัยมุข หรือ ศีลของพระ ๒๒๗ สิกขาบท นั่นเอง ท่านว่า คนแถววัด นับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่เกิด แต่พุทธประวัติไม่เคยทราบเลยก็มี ทราบดังนั้นแล้ว ก็โมทนาสาธุ ครับ ข้าพเจ้าจัดทำขึ้น หวังเป็นคู่มือช่วยสอบเท่านั้น ไม่คาดว่า จะมีอรรถประโยชน์อย่างอื่นเช่นนี้ด้วย

ท่านเล่าถึงปฏิปทา การสร้างวัดของท่าน ปกติท่านชอบเดินธุดงค์ ครับ เดินมาจนถึงที่ถ้ำป่าไผ่นี้ หลวงพ่อพระราชพรหมยานเถระ หรือหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ กระซิบบอกท่าน ครับว่า ให้อยู่ที่นี่ สร้างวัดที่นี่ และตายที่นี่ ครับ ท่านก็รับเอามาปฏิบัติเ้ป็นอย่างดี ตั้่งใจจะยกสำนักให้เป็นสาขาของวัดท่าซุง แต่กรรมการสงฆ์ที่วัดท่าซุงไม่ยอมรับให้เป็นสาขา ครับ ให้ท่านจัดหาทุนทรัพย์ของท่านเอง

อาศัยที่ท่านมีกระบวนวรยุทธ์อยู่บ้าง ท่านก็ทำวัตถุมงคลแจกอยู่เรื่อย ๆ ครับ ตั้งแต่รู้จักนับถือกับท่านมา มีพระรอด ออกมาไม่รู้กี่รุ่น เดาเอาว่า ญาติโยมได้รับวัตถุมงคลซ้ำ ๆ เดิมทุกปี คงจะเบื่อกระมัง ท่านจึงมาขอหนังสือ Episode IV จากข้าพเจ้าไปแจก ๑,๒๐๐ เล่ม เปลี่ยนบรรยากาศ จะขอแนวนักธรรมตรีคืน(เพื่อไปแจกที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า) ท่านก็อยากได้ไว้แจก ครับ พิจารณาดูแล้ว อืม... วัดก็ใหญ่โตมโหฬาร ต้องมาใช้กำลังพระแก่ ๆ รูปเดียวสร้าง ดูก็เป็นการเหนื่อยหนักเอาการทีเดียว เห็นพระสูงอายุ ต้องมานั่งทำคอมฯเอง อัดรายการวิทยุเอง เขียนซีดีธรรมะเอง จัดทำวัตถุมงคลเอง ทั้งสถานที่ตั้งวัดก็อยู่ในที่ไม่เจริญนัก ก็อดสงสารไม่ได้ ครับ นี่โบสถ์ก็ยังไม่เสร็จ ต้องเทถนน แล้วจะสร้างพระจุฬามณีอีก เห็นแล้วเหนื่อยแทน ข้าพเจ้าไม่ได้ไปช่วยท่านสร้าง แต่เรื่องทำของแจกนั้น ประสบการณ์ ๒ ปีกว่า ก็พอจะทำอะไร ๆ ได้มากพอควร ทั้งเดี๋ยวนี้ บ้านอนุสาวรีย์ บ้านตลิ่งชัน ข้าพเจ้าก็ทำแจกทุกเดือนจนเขาอาจจะเลี่ยน ๆ กันไปบ้างแล้ว ของที่ทำแจก คนกรุงเทพฯก็เห็นเป็นของพื้น ๆ ครับ ก็แค่เอากระดาษโฟโต้กลอซซี่มาพิมพ์รูปหลวงพ่อ แล้วเอาไปเคลือบพลาสติก แต่ที่ อ.ลี้ จ.ลำพูน คงจะเป็นของแจกที่หวือหวา เรียกความตื่นเต้นได้ดีทีเดียว

คิดดังนี้แล้ว โปรเจ็คต่อไป ข้าพเจ้าก็จะหาทุนสร้างของแจก ไปลงที่วัดพระพุทธบาทถ้ำป่้าไผ่ ครับ (และคงประเดิมด้วยปฏิทิน ซึ่งคงจะสำเร็จหลังปีใหม่ ครับ)

ค้างคืนที่วัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ ๑ คืน วันรุ่งขึ้นก็มีพระจาก จ.แพร่ เดินทางมาให้หลวงพ่อมหาสิงห์ ปลุกเสกวัตถุมงคลอีก ครับ บ๊ะ... ไมดวงเราสมพงษ์กับการปลุกเสกวัตถุมงคลเหลือเกินฟระ คิดจะเอามาร่วมพิธีด้วยเหมือนกัน ครับ แต่กว่าจะทราบ เขาดำเนินการไปครึ่งพิธีแล้ว ก็เลยไม่ได้เอาวัตถุมงคลไปร่วมพิธี ครับ ตอนค่ำ ก็ขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ ครับ

การสำรวจเส้นทางการแจกของบริจาค ซึ่งขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน(จะไปดูที่ทาง) พอแตกใบอ่อนกลายเป็นมะลิลา(ปลุกเสกวัตถุมงคล) ก็เอวังลงอย่างสมบูรณ์ด้วยประการฉะนี้ ฯ

จบบริบูรณ์

edit @ 20 Dec 2008 15:13:31 by Dhammasarokikku

๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๑

ผ่านไปแบบเนิบ ๆ ได้เพียงวันเดียว ครับ เมื่อวาน (วันที่ ๑๐) หลวงลุงท่านรับอาสาไปนำเที่ยว คณะที่มาเยือนจากกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าก็นั่ง ๆ นอน ๆ อัพบล็อกผ่านมือถืออย่างยากเย็น มันยากตอนอัพขึ้นยูทิวบ์เท่านั้นแล ถ้าเจอไฟล์ใหญ่ ๆ อัพกันเป็นชั่วโมง แถมโทรศัพท์โนเกี้ยะ 6230i อายุอานามจัดเป็นคุณทวดมือตื๋อแล้ว ของข้าพเจ้า มันก็ออกอาการรวนอย่างเห็นได้ชัด ต่อเน็ตไปพักหนึ่ง จู่ ๆ เครื่องก็รีเซ็ทตัวเอง เจ้าของเก่าเขาคงเจออาการนี่แล จึงขายทิ้ง เมื่อก่อนไม่เคยใช้โมเด็มของมัน เลยไม่ทราบว่ามันไม่ค่อยเปอร์ เดิน(ลงจากเขา)ไปร้านเน็ต เด็กเล่นเกมเต็มร้านเลย อุ๊บซ์...ลืมไปว่า เป็นวันหยุดราชการ(วันรัฐธรรมนูญ) เลยหอบอกหัก ๆ กลับวัด (ไป-กลับ ประมาณ ๖ กม. ขึ้นเขาอีกต่างหาก)

พอขึ้นวันใหม่ หลวงลุงก็ให้เตรียมตัวชักธงรบ เราจะไปบ้านกองก๋อยกัน ครับ บ้านนี้อยู่ในเขต อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน มีคลองเล็ก ๆ กั้น ข้ามคลองไปก็เป็น อ.อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ หลวงพี่จอมย้ายจากวัดจอมทอง มาเป็นเจ้าอาละวาดอยู่ที่นี่ ครับ นัดแนะกันว่า จะออกเดินทางกันบ่ายโมง ครับ ช่วงเช้าข้าพเจ้าเลยลงเขา เข้าเมืองไปอัพคลิปขึ้นยูทิวป์ในร้านเน็ตคาเฟ่ เพราะอัพจากมือถือไม่สำเร็จ เกือบกลับมาเพลไม่ทัน มาถึงหลวงพี่ตือบอกโยมที่เขาจะมารับ ออกมาจากกองก๋อยแล้ว ตั้งแต่ ๑๑ โมง

อ๊ากซ์...ยังไม่ได้เก็บสัมภาระสุดไฮเทคเลย

เพลเสร็จก็จัดสมบัติบ้าลงย่าม ใกล้บ่ายก็ไปรี ๆ รอ ๆ อยู่ชั้นล่าง รอไปก็ง่วง ครับ เพลเป็นพิษ เลยขึ้นไปงีบสักหน่อย ตื่นมาก็ยังไม่มา เลยควักอาอี๊ขึ้นมาอัพบล็อกไปพลาง ๆ รอแล้ว รอเล่า ก็มาไม่ถึงซะที ครับ ราว ๆ สี่โมงเย็นเขาถึงโทรมาบอกว่า มาถึง อ.แม่สะเรียง แล้ว กำลังไปเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาลอยู่ กว่าจะมาถึงวัดจอมทองก็ปาไปห้าโมงเย็น ครับ เบรื่อย...รู้งี้ไปนั่งรอในร้านเน็ตก็ดี

 

 

คณะที่มารับคณะเรา จากบ้านกองก๋อย

 

ถึงกองก๋อย ก็ค่ำแล้ว ครับ นอนดีฝ่า

 

วิหารวัดกองก๋อย

 

 

 กุฏิเจ้าอาวาส และห้องน้ำเรียงราย

 

๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๑

เลดี้ แอนด์ เจ้นเทิ้ลเมน เหยียบเข้ากองก๋อย ก็งานเข้า เลยครับ บ้านผาเยอ มีพิธีเปิดศูนย์เด็กเล็ก นิมนต์ข้าพเจ้า และพรรคเดโมแครตทั้งคณะ รวมกับเจ้าอาวาสเป็น ๔ รูป งานนี้เลยขนของบริจาคขึ้นไปแจกด้วย เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว คลิปต่อไปนี้จะเป็นคลิป "เหินฟ้าท้าบัลลังก์เมฆ" ครับ

 

พยายามอินไปกับคลิปเกมขับรถ ด้วยการเอียงกล้องไปด้วย เวลาเข้าโค้ง ครับ

 

 

อันนี้เห็นทะเลหมอกตอนแรกหน่อยเดียว ครับ
เสียงรบกวนดัง เพราะเอามือยื่นออกไปถ่ายนอกรถ ครับ


 

วิ่ง ๆ ไปหมอกก็ลงจัดมาก รถก็พาทะยานขึ้นภูเขาสูงชันไปเรื่อย ๆ พักหนึ่งหมอกก็จางไป หันกลับไปมองทางที่ผ่านมา ปรากฏว่า เราขี่รถฝ่าทะเลหมอกขึ้นมา ครับ ทะเลหมอกงามงดหมดจดทีเดียว ครับ

 

ขี่พายุทะลุหมอก

 


 

 

ถ่ายขณะรถวิ่ง ครับ

 

แวะเอาของลงที่โรงเรียนบ้านแม่แพหลวง


 

 


 

ไปร่วมพิธีเปิดศูนย์ ก็ไปเจริญพุทธมนต์ สำเนียงคำเมือง บุ๋ง ๆ ดำน้ำกับเขาไป ครับ อาศัยที่ทำวัตรเย็นสำเนียงคำเมืองมาบ้าง เลยพอแถ ๆ เอาตัวรอดไปได้

 

 

ป้ายศูนย์ที่ครูบาตือเป็นผู้เจิมให้
 
ศูนย์เด็กเล็ก ครับ
 
โพเดี่ยมแนวมาก ครับ
 
เด็กเล็กจิง ๆ ล้วย
 
ทูตานุทูต
 
เด็กล้วน ๆ
 
 
ขวัญใจช่างภาพ (แฮ่)
 
ขวัญใจอีกคน
 
หนูไม่เอา หนูจานอน

 

 

 

สำเร็จแล้ว ก็ไปแจกของที่โรงเรียนบ้านผาเยอ โรงเรียนนี้จ๊าบมาก ครับ ขอบอก คุณครูเอาใจใส่มาก เรียกนักเรียนมาไล่แจกรายคนทีเดียว มีการวัดไซส์ให้พอดีตัว อีกต่างหาก เด็กเอาไป จะได้ใช้แน่นอน ตอนเตรียมของมาแจกที่นี่ ก็เกร็ง ๆ ครับ เพราะได้ยินหลวงลุงคุยกับ อบต. ว่า เอาของใช้แล้วมาแจก บางทีเขาก็ไม่ชอบใจ กลายเป็นหาว่า เขาจน ของที่นำมาถึงที่นี่ ก็ตามดวงนะครับ เปิดกล่องมาไม่รู้จะเจออะไร ปรากฏเป็นเสื้อผ้าใช้แล้วล้วน ๆ เกรงว่าเขาจะรังเกียจ เพราะบ้านกองก๋อยนี่ เจริญแล้ว เศรษฐกิจก็ดีมาก ๆ แต่ภาพที่เห็น ไม่เป็นเช่นนั้นเลย ครับ สยบข่าวลือจากหลวงลุงหมดสิ้น ชาวไทยภูเขามายืนรอ ชะเง้อแล้ว ชะเง้ออีก เมื่อไหร่จะแจกตรูซะทีฟระ

 

 

 

แหมว่าจะจบเสียตอนนี้เลย ทำไม่ทันแฮะ ขอลาไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์ สักเดี๋ยว กลับมาอัพต่อ ตอนหน้า

edit @ 21 Jan 2009 19:52:44 by Dhammasarokikku

๙ ธันวาคม ๒๕๕๑

ฉลองขึ้นอ๊อดโป๊ด งดอัพรายงานข่าว ๑ วัน เห็นว่า มีคนบ่นว่าอ่านไม่ทัน (ความจริงอู้ต่างหาก)

ขึ้นวันใหม่เสียที ครับ รายงานข่่าวเฉพาะวันที่ ๘ วันเดียวพล่ามมา ๕ วันแล้ว (มันเป็นไคลแม็กซ์ของทริป เลยยาวหน่อย) ขากลับมาจากหมู่บ้านกอมูเดอ ก็ถามหลวงลุงสุพลว่า ตอนขาไป เห็นมีป้ายชี้ขึ้นไปบนเขา บอกทางไปกราบรอยพระพุทธหัตถ์ (รอยพระพุทธบาทเห็นเยอะแล้ว) ท่านเคยขึ้นไปชมหรือยัง ก็พอดี ท่านรู้จักกับเจ้าสำนักที่นั่น ครับ ท่านว่า เจ้าสำนักที่นั่นชวนนานแล้่ว ว่าจะให้ขึ้นไปชมสถานที่ ยังไม่เคยได้ขึ้นไปเลย (หลวงลุงสุพล เป็นเลขาฯ เจ้าคณะอำเภอสบเมย ครับ ต้องคอยสอดส่องดูแลพระภิกษุในพื้นที่ แทนครูบาอินสมด้วย) รับปากเขาไว้เหมือนกันว่า จะขึ้นไปเยี่ยม เดี๋ยวว่าง ๆ ไปเที่ยวกันก็ได้

วันรุ่งขึ้น หลวงลุงสุพลติดธุระ ครับ จะมีญาติโยมมาจากกรุงเทพฯ ราว ๓๐ คน มาพักที่วัดในวันที่ ๑๐ บ่าย ๆ นั่งจิ้มเน็ตเพลิน ๆ หลวงลุงก็มาชวนไปเที่ยวสำนักรอยพระพุทธหัตถ์ ครับ ก็เลยเกี่ยวก้อยกันไปเที่ยว ทีแรกก็ว่าจะโบกมอไซด์ไป ครับ ลงจากเขามาถึงหน้าวัดจอมทอง เจอรถกระบะ อบจ. จอดอยู่ หลวงลุงสุพลผู้กว้างขวาง เลยขออาศัยรถ ขับไปส่งหน่อย

โยม อบจ. เขาเคยขึ้นมาแล้ว ครับ เลยทราบว่า ไม่สามารถขึ้นไปส่งถึงสำนักเลยได้ ข้างบนทางชันมาก ต้องเป็นรถโฟร์วีล ถึงจะขึ้นได้ เลยส่งพระทั้งสอง ลงประมาณครึ่งทาง แล้วเดินต่อกันเอาเอง งานนี้ก็ได้หอบซี่โครงบานอีกแล้ว ครับ

 

 

 

 

มาถึงก็พบว่า เจ้าสำนักเข้าป่า ไปหาแหล่งน้ำ ครับ เลยนั่ง ๆ นอน ๆ เดินดูอะไรรอบ ๆ โอ...พระป่าแท้ ๆ หนอ อยู่กันแบบง่าย ๆ สุดฤทธิ์ ไฟก็ใช้โซล่าร์เซล น้ำก็เป็นน้ำฝน ทั้งที่ห่างจากตัวเมืองแม่สะเรียง ประมาณกิโลเดียวเท่านั้น สมถะมากครับ ที่สำคัญ อยู่ง่าย ๆ แบบนี้มา ๖ ปีแล้ว ครับ

 

 

 

   

 

ต้นไม้ประหลาด ไม่มีใบ แต่ลูกสีสวยดี
 

สักพักท่านก็กลับมา แล้วพาเดินดูอะไรแปลก ๆ รอบ ๆ สำนัก ครับ ซึ่งก็ได้แก่

 

  

 

 

 

 

 

รอยฝ่าพระหัตถ์

ขนาดใหญ่โตโอฬาริกมาก ครับ ท่านอธิบายว่า รอยที่หินกร่อนลงไปเป็นร่องนิ้วก้อย กับนิ้วนาง (นิ้วอื่น ๆ หินมันแตกออกไปแล้ว) และฝ่ามือ ไม่ใช่การกร่อนโดยปกติธรรมชาติแน่นอน ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่นักดูหินเสียด้วย ก็เลยไม่รู้จะวิเคราะห์อย่างไรว่า นั่นเกิดจาก ธรรมชาติ หรือเป็นรอยฝ่าพระหัตถ์ ประทับลงบนหิน ขนาดของรอยพระหัตถ์ที่ท่านเอาผ้าสามสีไปผูกไว้นั้น ถ้าเป็นรอยพระพุทธหัตถ์จริง คงไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ครับ ตามหลักฐานในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าของเราสูง ๘ ศอก หรือ ๔ เมตร ครับ เทียบกับ คนปัจจุบัน สมมุติว่าสูงสัก ๑.๕ เมตร เทียบบัญญัติไตรยางค์แล้ว จะได้ว่า สัดส่วนของพระองค์เทียบกับคนปัจจุบัน จะใหญ่กว่า ประมาณ ๒.๕ เท่า แต่รอยดังกล่าว เกินแน่นอน ครับ สูงเกือบเท่าคน อย่างไรก็ดี ยังมีพระพุทธเจ้าอีกหลายพระองค์ในอดีต ครับ ที่สูงใหญ่กว่า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน จึงอาจเป็นไปได้เหมือนกัน และถ้าเป็นของพระพุทธเจ้าองค์อื่น ระยะเวลาความเก่าของรอย ไม่ใช่แค่สองพันกว่าปี ครับ แต่เป็นล้าน ๆ ปี จึงไม่แปลกที่รอยอาจจะดูเลือนลาง

 

 

 

 

 

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

ก็คล้ายเป็นร่องหินที่ถูกเซาะโดยธรรมชาติ ครับ ที่แปลกคือ มีน้ำเท่านี้ ตลอดปี ครับ จะหน้าร้อน หน้าแล้ง แห้งหนาวขนาดไหน อย่างไรน้ำก็มีเท่านี้ตลอด แล้วลองแยงไม้หาก้นบ่อ ปรากฏว่า ลึกมากจนหาก้นไม่เจอ ครับ สันนิษฐานว่า อาจจะลึกลงไปต่อกับแหล่งน้ำใต้ดิน จึงมีน้ำผุดขึ้นมา เท่านี้ตลอดปี แค่นี้ก็นับเป็นความอัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่เอาไว้โปรโมทสำนักได้แล้ว ครับ

 

 
 

 

 

ถ้ำอธิษฐานรัก

เป็นหินแตกรูปหัวใจ เสียบลงมาคาอยู่กลางถ้ำ ก็แปลกดี ครับ สามารถเอาไปสร้างเป็นตำนานว่า หินนี้เป็นหัวใจของเทพวีนัส (หรือเทพองค์ไหนสักองค์หนึ่งที่เกี่ยวกับความรัก) หล่นลงมาจากฟากฟ้า เปล่งแสงแสดงกฤษดาภินิหาร เสียบทะลุเพดานถ้ำลงมาคาไว้ที่นี่ เมื่อพันปีก่อน แม้ใครได้มาอธิษฐานขอให้ความรักสมหวังที่นี่ ก็จะได้พบรักแท้ ปิดทองสักหน่อย ให้คนมาเที่ยวเยอะ ๆ คนมาเที่ยวสักหมื่นคน ก็ต้องมีคนสมหวังในความรัก สักร้อยคนเป็นอย่างต่ำ ก็เลือกคู่ที่หวือหวาสักหน่อยมาสัก สิบคู่ จากนั้นก็เรียกรายการโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์มาทำข่าว สัมภาษณ์ผู้ที่สมหวังในรัก คราวนี้หินธรรมดาก็จะกลายเป็นหินศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นมาทีเดียว ครับ เพราะความรักมันทำให้ตาบอด (บอดี้สแลม) ลืมพิจารณาเหตุและผลไป ยิ่งอยู่ในเขตวัดด้วย ยิ่งขลังไปกันใหญ่

พอมีคนมาอธิษฐานมากเข้า หินนั้นจะศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ขึ้นมา ครับ เพราะมีเทวดาไร้ที่พำนักอยู่ตั้งมากมายในจักรวาลนี้ พอคนเฮโลกันไปอธิษฐาน เทวดาไร้บ้านสักองค์หนึ่งแถวนั้น ก็จะอาสาไปสถิตย์ที่หินก้อนนั้น รอรับผลบุญอันเกิดจากสมาธิของ คนที่อธิษฐาน เทวดาชนิดนี้ เรียกว่า "เทวัญ" ครับ

พอรับบุญไปมากเข้า เทวดาหน่อมแน๊ม ก็จะกลายเป็นเทวดา "มีแหง" ขึ้นมา มีฤทธิ์ดลบันดาลให้เกิดสิ่งอัศจรรย์ เช่น การได้พบเนื้อคู่ ขึ้นได้ (เรื่องดลใจคนนี่ งานถนัดของเทวดาเขาเลยแหละ) คราวนี้ ฉุดอย่างไรก็ฉุดไม่อยู่ ครับ คงมีหนุ่มสาวแห่แหนกันขึ้นไป กราบไหว้หินกันยกใหญ่ ผลที่ตามมาก็คือ มีการกระจายรายได้ไปสู่ อ.แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และแน่นอน ถ้ำนี้อยู่ในเขตวัด คนที่มากราบไหว้หิน ก็ย่อมยินดีเข้ามาทำบุญสร้างวัดด้วย และแล้วก็เกิดวัดถ้ำอธิษฐานรัก ขึ้นอีกหนึ่งวัด ด้วยประการฉะนี้

เผอิญนั่นไม่ใช่ทางดับทุกข์ ครับ เป็นทางเพิ่มทุกข์ ข้าพเจ้าก็เลยไม่ได้ชี้โพรงให้กระรอก ทุกวันนี้ท่านอยู่อย่างสงบดีอยู่แล้ว ครับ ไม่ใคร่มีคนขึ้นไปรบกวน ขืนไปทำแผนการตลาดแบบนี้ คงไม่เป็นอันบำเพ็ญสมณธรรม รับแขกญาติโยมกันหัวกระไดไม่แห้ง พอมีลาภสักการะมากขึ้น ไม่รู้จะเอาทรัพย์ไปทำอะไร ก็คงมีอันต้องสร้างถาวรวัตถุกันอีก คราวนี้โฟลค์-ซอง ผ้าป่า-มิวสิคอวอร์ด ก็จะออกอาละวาด อีกทั้งก็ยังเป็นการพาให้ญาติโยมหลงงมงายไปกับก้อนหิน ทุกวันนี้ก็มีอย่างอื่นให้งมงายมากแล้ว ครับ อย่าไปเพิ่มอีก ๑ อย่างเลยจะดีกว่า แม้มันจะเป็นการช่วยจรรโลงพระศาสนาทางอ้อมได้ก็เหอะ

 

 

 

 

 

ฟอสซิลงู

อันนี้ประหลาดจริง ครับ ไม่ใช่ล้อเล่น ภาพแรกถ่ายตอนหินแห้ง ๆ ภาพหลังท่านลองราดน้ำให้ดู จะเห็นเกล็ดชัดขึ้น พิจารณาแล้ว ลักษณะเกล็ดยื่นออกมา ครับ ไม่ใช่บุ๋มลึกลงไป ธรรมดาถ้าจะทำให้หินนูนขึ้นมาเป็นเกล็ด ๆ อย่างนี้ คงต้องเซาะหินทั้งก้อน ให้บางลงเว้นไว้เฉพาะส่วนที่เป็นเกล็ด ถูกไหมครับ แล้วจะมีใครบ้าเข้าไปเซาะหิน แล้วทิ้งไว้ในป่าในเขา อันนี้น่าจะสรุปได้ว่า เป็นของจริง ครับ (แต่เป็นอะไรจริงก็ไม่ทราบนะ ครับ)

   

 

 

 

 

รอยพระพุทธหัตถ์

โอ้แม่จ้าวววว.... รอยพระพุทธหัตถ์อันนี้ ใกล้เคียงกับที่ใช้สมมุติฐานขนาดพระวรกาย ของพระพุทธเจ้า ที่กล่าวมาข้างต้น ครับ ประมาณเอาจากมือของข้าพเจ้า ก็ใหญ่กว่า ประมาณสองเท่าเศษ ลักษณะลายเส้นชัดเจน มีการสร้างหลังคาครอบไว้ จึงมีสภาพสมบูรณ์ เสียอย่างเดียวครับ คนสมัยก่อนคงจะหวังดี เลยเอาปูนมาโบกครอบไว้ คงเกรงจะสึกหรอสูญสลายไป ครับ เลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นของจริง หรือของจำลอง แต่ไม่ว่าจะเป็นของจริง หรือของจำลอง กราบแล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า ก็ชื่นใจเสมอกัน ครับ (ทว่าถ้าพิสูจน์ได้ว่า เป็นของจริง จะตื่นเต้น กว่าเล็กน้อย)

ชมสิ่งมหัศจรรย์รอบวัดแล้ว ก็มานั่งเสวนากับเจ้าสำนัก ครับ ท่านอยากจะสร้างศาลาไว้ปฏิบัติธรรม สักศาลาหนึ่ง ครับ เลยฝากข้าพเจ้า มาบอกข่าวด้วย ผู้ใดอยากสงเคราะห์ท่าน และสร้างวิหารทานไว้เป็นทุนในสัมปรายภพสำหรับตัวเอง ก็เชิญไปเยี่ยมชมสถานปฏิบัติธรรมของท่านได้ ครับ (อ้อ... พระพุทธรูปก็อยากได้ ครับ)

 

 

หลวงพ่อดุสิต เจ้าสำนัก กำลังแคะขี้ตาให้แมว

 

 

แมวหรือหมูก็ไม่ทราบ ครับ ตอนแรกนึกว่าเป็นตัวเมีย กำลังท้องซะอีก
ไม่รู้ท่านเจ้าสำนักเลี้ยงมันยังไง ถึงได้อ้วนขนาดนี้ ขนาดอยู่ในป่านะเนี่ยะ

 

ผู้สื่อข่าวพิมพ์จนเหนื่อยแล้ว ก็ขอเอวังตอน ๑๒ ไปแต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูลผล จงมีแก่ท่านผู้ติดตามความคืบหน้าการสำรวจเส้นทางสงเคราะห์ชาวไทยภูเขา ทุกท่าน ทุกประการเทอญ ฯ

สำนักข่าวหัวล้าน อาอี๊นิวส์รายงาน ฯ

ตอนต่อไป

edit @ 21 Jan 2009 19:51:34 by Dhammasarokikku

Dhammasarokikku View my profile