buddhism

เนื่องด้วยมีผู้ติงเข้ามาว่า ผู้เขียนไม่ควรเอาพระไตรปิฎกมาล้อเล่น แต่ครั้นจะใช้ชื่ออื่น ก็จะกลายเป็นว่าผิดเป้าประสงค์ไป เพราะผู้เขียนมีวัตถุประสงค์หลัก ต้องการทำลายกำแพงใจ ของคนทั้งหลาย ที่รู้สึกว่า พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์โบราณ อ่านยาก ไม่น่าสนใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว มีนิทานสนุก ๆ อ่านแล้วได้ข้อคิด อยู่ในนั้นมากมาย ทรงจำไว้ด้วยนะครับว่า นี่คือ "นิทาน" นิท๊าน....นิทาน และขอประทานอภัย หากมันออกจะโปกฮา เกินสมณวิสัยไปสักหน่อย เพื่ออรรถรสในการอ่าน ไม่ให้เบื่อเลิกอ่านไปก่อนเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นใด หากชื่อของตัวละครจะไปพ้องกับผู้ใด ข้าพเจ้าขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เชื่อเถอะครับว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญ บังเอิ๊ญ....บังเอิญ

ก่อนอื่นขอขมาพระรัตนตรัยกันไว้ก่อน

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง ฯ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

ความในตอนที่แล้ว พระเจ้าอุเทนได้อัครมเหสีคนที่ ๓ พร้อมด้วยนางฟ้อนอีก ๑,๕๐๐ ความในตอนนี้ที่จะเขียนต่อไป อ่านไปอ่านมา พบว่า เอาไปเขียนไว้แล้ว ใน รักษาอุโบสถศีล พุทโธ่...แค่นี้เอง จิ๊บ ๆ คือเป็นเรื่องของดาบส ๕๐๐ (ในบทความดังกล่าว เป็นฤๅษี ๖๐ ตน แต่เนื้อความเหมือนกันเด๊ะ ๆ เพิ่งรู้ว่า เนื้อความต่อเนื่อง เป็นเรื่องเดียวกัน) ที่ไปนั่งพักใต้ร่มไม้ แล้วเจอรุกขเทวดา ที่มีอานุภาพมาก ด้วยอาศัยการรักษาอุโบสถศีลเพียง ครึ่งวัน ครั้นจะเขียนอีก เนื้อความก็ซ้ำซ้อน จึงจะวาร์ปข้ามไปตอนท้ายเรื่องเลย

สมัยนั้นในมาบุญครองซิตี้(โกสัมพี) มีเศรษฐีอยู่ ๓ หน่อ คือ โฆสะชินกิ ๑, กุกกุฏเศรษฐี ๑ และปาวาริกเศรษฐี ๑ ทั้ง ๓ หน่อ ไปนิมนต์ดาบส ๕๐๐ จากหิมวันตประเทศ มาฉันภัตตาหารที่สำนักตน เป็นเวลา ๔ เดือน ระหว่างทางที่ดาบสทั้ง ๕๐๐ เดินทางมา ก็มาพักใต้ต้นไม้ แล้วก็ไปอ่านต่อใน รักษาอุโบสถศีล พุทโธ่...แค่นี้เอง จิ๊บ ๆ นะ ตอนท้ายของเรื่อง ที่เทวดาเฉลยบุพพกรรมของตน แก่ดาบส โดยกล่าวว่า "เศรษฐีนั้น(อนาถปิณฑิกเศรษฐี) เป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่า เป็นของเรา นับถือพระธรรมว่า เป็นของเรา นับถือพระสงฆ์ว่า เป็นของเรา สมบัตินั้น ข้าพเจ้าได้แล้ว ด้วยผลบุญแห่งการรักษาอุโบสถศีล ครึ่งวันแล้ว"

พอคำว่า "พระพุทธเจ้า" กระทบโสตของดาบสทั้งหลาย ดาบสทั้งหลายก็หูผึ่ง ลุกขึ้นไหว้เทวดานั้น กล่าวว่า "อะไรนะท่าน ท่านว่า 'พระพุทธเจ้า' หรือ" <--- เห็นไหม ดาบสเป็นนักบวช ศีลดีกว่าเรา ยังไหว้เทวดาเลย

เทวดานั้น ก็รีพีทอาฟเตอร์มี ให้ฟัง ๓ ครั้งว่า "ข้าพเจ้าพูดว่า 'พระพุทธเจ้า' แล้ว"

เหล่าดาบสกล่าวว่า "แม้เสียงกึกก้องนี้แล ก็หาได้ยากในโลก"

แล้วหัวหน้าดาบส(อาจารย์)กล่าวอีกว่า "ท่านเทวดา พวกเราได้ฟังเสียง ที่ไม่เคยฟังแล้ว ในแสนกัลป์เป็นเอนก" <--- ตรงนี้อาจตีความได้ว่า ดาบสเป็นผู้บำเพ็ญพรต อยู่ในป่าหิมพานต์ อาจมีอายุยาวนานมั่ก ๆ บำเพ็ญมาแสนกัปป์แล้ว ยังไม่เคยได้ยินคำว่า "พระพุทธเจ้า"

เหล่าดาบส(ลูกศิษย์) จึงกล่าวกับอาจารย์ว่า "เช่นนั้น พวกเราควรยิ่งที่จะพากันไปสู่สำนักของพระศาสดา" เหล่าดาบสได้ยินดังนั้น หน้ามืดตามัว หุนหันจะไปสู่สำนักของพระศาสดาเดี๋ยวนั้นเลย

อาจารย์แนะว่า "ท่านทั้งหลาย เศรษฐี ๓ ท่านนี้ เป็นผู้มีอุปการะใหญ่แก่พวกเรา สมควรที่จะไปรับภัตตาหารที่ท่านนิมนต์ไว้พรุ่งนี้เสียก่อน จึงลาท่านไปสู่สำนักของพระศาสดา ท่านทั้งหลาย จงยับยั้งอยู่ก่อน" ดาบสทั้งหลายจึงยับยั้งอยู่

วันรุ่งขึ้นจึงได้ไปรับภัตตาหาร แล้วบอกลา เศรษฐีทั้งหลายจึงกล่าวว่า "อ้าวพระคุณเจ้า ไหนท่านรับนิมนต์ ปวารณาจะอยู่รับภัตตาหารตลอด ๔ เดือน อย่างไรเล่า"

ดาบสทั้งหลายตอบว่า "ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระธรรมก็เกิดขึ้นแล้วในโลก พระสงฆ์ก็เกิดขึ้นแล้วในโลก ฉะนั้นเราทั้งหลายจึงควรไปสู่สำนักของพระศาสดา"

"ห๊ะ...การไปสู่สำนักของพระศาสดา สำคัญเยี่ยงนั้นเจียวรึ แล้วการไปนั้น สมควรแก่พวกท่านเท่านั้นรึ" เศรษฐีทำหน้าสงสัย

"ถูกแล้วท่านเศรษฐี แม้ใคร ๆ ก็สมควรไป" ดาบสตอบเสียงเรียบ

"ถ้าเช่นนั้น ขอท่านทั้งหลาย จงรออยู่ก่อน ขอเวลาพวกข้าพเจ้าไปเตรียมตัว จะได้ไปด้วยกันเลย" เหล่าเศรษฐีพูดอย่างกระตือรือร้น

"ดูก่อน ท่านเศรษฐี ข้าพเจ้าร้อนรน อยากพบพระศาสดาอย่างยิ่งแล้ว อย่าให้พวกเรารอท่านอยู่เลย ท่านจงตามไปทีหลังเถิด พวกเราจะล่วงหน้าไปก่อน" ดังนี้แล้ว เหล่าดาบสได้ไปสู่สำนักของพระศาสดา ถวายบังคม นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง

ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสอนุปุพพิกถา แสดงธรรมแก่ดาบสเหล่านั้น ที่สุดแห่งเทศนา ดาบสทั้งปวง ก็บรรลุอรหัตตผล พร้อมปฏิสัมภิทา ทูลขอบรรพชา พระศาสดาประทานการบวชให้ ตรัสว่า "ท่านทั้งหลาย จงมาเป็นภิกษุเถิด" บาตร และจีวร อันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ดุจพระเถระมีพรรษาตั้ง ๑๐๐ ก็สำเร็จแก่ดาบสทั้งหลายนั้น

เศรษฐีทั้ง ๓ ได้ยกขบวนติดตามมา ด้วยอุปกรณ์ และโภชนาหาร เป็นอันมาก ถวายบังคม ฟังธรรม แลได้โสดาปัตติผล ถวายทานอยู่ในสำนักของพระศาสดาประมาณกึ่งเดือนแล้ว ทูลอารธนาพระศาสดา เพื่อประโยชน์แก่เมืองโกสัมพี(มาบุญครองซิตี้) แลได้สร้างมหาวิหารไว้สำหรับเป็นที่ประทับแด่พระศาสดา คือ โฆสกเศรษฐี สร้างโฆสิตาราม, กุกกุฏเศรษฐี สร้างกุกกุฏาราม และปาวาริกเศรษฐี สร้างปาวาริการาม แล้วป่าวประกาศ การเสด็จมาของพระศาสดา แก่คนทั่วไป

เศรษฐีทั้งสามได้กล่าวถวายวิหาร ๓ ครั้งว่า "ข้าพระองค์ ขอถวายวิหารนี้แก่ภิกษุสงฆ์ อันมาแต่ทิศทั้ง ๔ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข" พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปตามสำนักทั้งสามนั้น ตามสมควร

ครั้งนั้นเศรษฐีทั้งสาม ก็มีแฮร์ดีไซน์เนอร์ประจำตัว หรือ นายช่างมาลา พูดง่าย ๆ ก็ช่างตัดผมบาร์เบอร์นั่นละ ชื่อ สุมนะ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า จักถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้า จึงยื่นโนติ๊สข้อเสนอแก่เศรษฐีทั้งสามว่า "ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็ออกแบบทรงผมของท่านทั้งสาม ให้หล่อเท่ห์ ยิ่งกว่า พระเอกเกาหลี ด้วยฝีมือวาดกรรไกรจากอิตาลีมานานนมแล้ว ขอประทานโอกาสให้ข้าน้อย ไ้ด้ถวายภัตต์สมเด็จพระมีพระภาคเจ้าบ้างด้วยเถิด"

" โธ่...ท่านก็ใช่คนอื่นคนไกล เราทั้งสามก็พอใจฝีปากขี้เม้าท์ของท่าน เอ้ย...ฝีกรรไกรของท่าน มาเสริมหล่อ คราใด ท่านต้องเม้าท์นินทาเรื่องในครัวชาวบ้่านเป็นที่สนานปากทุกที <---เอ๊ะ...ตกลงพอใจฝีมือตัดผม หรือ พอใจเม้าท์กันแน่เนี่ยะ ถ้าท่านต้องการเช่นนั้น พรุ่งนี้ ท่านจงอาราธนาพระศาสดามาเสวยเสียเลย" เศรษฐีตกลงอนุญาต

"เป็นพระคุณอย่างสูง" นายมาลาพูดพร้อมคำนับ

ใน กาลนั้นสาวน้อยหลังค่อม ชื่อว่า ขุชชุตตรา เป็นสาวที่หน้าตาสะสวยเพอร์เฟ็คที่สุดในนางรำ ๕๐๐ คน บริวารของพระนางสามาวดี เพอร์เฟ็คจนไม่มีใครมอง จึงได้รับอนุญาตให้ออกจากวัง มาเตร็ดเตร่หาซื้อของในเมืองได้ (สมัยนั้น นางในห้ามออกจากวัง) พระนางได้รับพระราชทานกหาปนะจากพระเจ้าอุเทนเพื่อจัดดอกไม้ จึงใช้ให้นางขุชชุตตราออกไปซื้อดอกไม้ทุกวันวันละ ๘ กหาปนะ นางก็มาซื้อที่ร้านแฮร์ดีไซน์เนอร์ของนายสุมนมาลาการ <---สงสัยสมัยก่อนเขาจะเปิดร้านเป็นคอมโบ F&B - Flower & Barber คล้าย ๆ Food & Bed นั่นแล แต่นางเป็นคนคิดการณ์ไกลพิเศษ ได้มา ๘ กหาปณะ ก็ซื้อดอกไม้เสีย ๔ กหาปณะ ที่เหลือก็แอบเม้มไว้ เก็บไว้เปิดเนสเซอรี่ แข่งกับอั้ม เมื่อยามแก่ชรา

วันนั้นนางมาถึงร้าน นายมาลาการกำลังจัดข้าวจัดของวุ่นวาย เตรียมการเลี้ยงพระศาสดา และภิกษุทั้งหลาย เห็นนางขุชชุตตรา ทำหน้าแอ๊บแบ๊วมาถึง รู้ว่าคงจะมารับดอกไม้จึงเิชิญชวนว่า "ข้าพเจ้านิมนต์พระศาสดาไว้ในวันนี้ ข้าพเจ้าจักบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้อันเลิศ เรื่องดอกไม้ของเธอ จงรอไว้ก่อน เธอจงมาช่วยเราตระเตรียมการ แลฟังธรรม เสร็จแล้วจึงรับดอกไม้ไป"

"ไ้ด้" นางรับคำ

นายสุมนะ ได้เลี้ยงภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานแล้ว ทรงทำอนุโมทนาด้วยธรรมเทศนา ที่สุดแห่งกถานั้น นางขุชชุตตรา ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พอขากลับ นางก็ซื้อดอกไม้ด้วยเงิน ๘ กหาปณะ

ลำดับนั้น พระนางสามาวดี กล่าวถามนางขุชชุตตราว่า "แม่เจ้าโวย นี่พระราชา พระราชทานค่าดอกไม้ให้เราเพิ่มหรือกระไร ทำไมดอกไม้มันมากมายมหาศาลถึง ๒ เท่า"

"หามิได้ พระแม่เจ้า" นางขุชชุตตราตอบพลางเหงื่อหยด

"อ้าว...แล้วกระไรวันนี้ ดอกไม้จึงล้นหลามขนาดนี้ นายห้าง F&B เขาลดล้างสต็อก มิดเยียร์เซล ห้าสิบเปอร์เซนต์หรือไร" พระนางถามอย่างแปลกใจ

นางขุชชุตตรา กระมิดกระเมี้ยน บิดไปมา ดั่งสาวแรกรุ่นกำลังจะบอกรักรุ่นพี่ ทำหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย ส่งสายตาแอ๊บแบ๊วขอความสงสาร แล้วตอบว่า "ก็ในวันอื่น หม่อมฉันแอบจิ๊ก เม้ม เบียดบัง ช่อราษฏร์บังหลวง เงินค่าดอกไม้ไปเสีย ๔ กหาปณะ เพคะ ครึ่งเดียวเท่านั้นเอง..."<---สังเกตุนะครับว่า ไม่มีใครไปเค้นคอให้ นางขุชชุตตรา สารภาพผิด แต่ด้วยความที่บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว พระโสดาบัน คือ ผู้ที่มี อธิศีล คือ ศีลอันยิ่ง หรือ ศีลบริสุทธิ์ นั่นเอง จะเม้มเงินเช่นเดิม ก็ไม่ได้ จะโกหก ก็ไม่ได้ จึงต้องกระมิดกระเมี้ยน สารภาพตามความเป็นจริงนั่นเอง

"แล้วเหตุไร วันนี้ถึงไม่ถือเอาไปล่ะ" พระนางถาม

"เพราะความที่หม่อมฉัน ฟังธรรมกถาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว บรรลุธรรม" หญิงค่อมตอบแล้ว รู้สึกห้าวหาญเป็นกำลัง

ครั้งนั้น แทนที่พระนางสามาวดีจะจัดการตบจูบ นางขุชชุตตรา เหมือนละครช่อง ๗ ตอนพระเอกจับได้ว่า นางเอกแอบมีกิ๊ก ทีเดียว ๓ คน กลับกล่าวว่า "เจ้าจงทำให้เราทั้งหลายได้ดื่มอมฤตธรรมที่เจ้าดื่มแล้ว"

"ถ้าพระนางปรารถนาเช่นนั้น ขอพระนางจงให้น้ำอาบแก่หม่อมฉัน" นางขุชชุตรารีเคว้ทส์ <---โห...นี่ มาสารภาพว่า เม้มเงินแล้ว ยังมีหน้ามาขอน้ำอาบอีก ชื่อว่าการฟังธรรมสมัยก่อนนั้น เป็นเรื่องหาได้ยาก จึงต้องแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มสตรีม

พระนางก็จัดหาน้ำหอมให้อาบ ๑๖ หม้อ<---จัดน้าำอาบเป็นน้ำหอม ๑๖ หม้อนี่ เหมือนกับที่จัดถวาย พระเจ้าอุเทนเลยนะ ซึ่งจะได้กล่าวถึงข้างหน้า แล้วประทานผ้าสาฎกเนื้อเกลี้ยง ๒ ผืน นางขุชชุตตรา นุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ให้ปูอาสนะแล้ว ก็เรียกสาวเพรตตี้ทั้ง ๕๐๐ ล้อมวงเข้ามาฟังธรรม แล้วก็แสดงธรรม ถ่ายทอดลีลาได้ ราวกับไปถ่ายวีดีโอ พระพุทธเจ้าไว้ แล้วเอามาฉายซ้ำ แสดงจบ สาวสวยทั้งหลาย ก็บรรลุโสดาปัตติผล กล่าวแก่นางขุชชุตตราว่า "แม่ ต่อแต่นี้ แม่อย่าทำงานกุลี ๆ เลยนะ ท่านจงตั้งอยู่ในฐานะแห่ง มารดา และ ฐานะอาจารย์ของพวกข้าพเจ้า เมื่อใดไปสู่สำนักของพระศาสดา ขอท่านจงเมตตานำธรรมอันพระผู้มีพระภาคแสดงแล้ว มากล่าวแก่พวกเราเถิด"<--- เคยได้ยิน อ.ปราโมทย์ กล่าวถึง ผู้ที่ทำให้เราได้บรรลุธรรมขั้นต้น เราจะรู้สึกเหมือนว่า เขาเป็นพ่อแม่ ส่วนการบรรลุธรรมขั้นที่สูงขึ้นไป เช่น สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ จะรู้สึกเหมือนเป็นพี่ชาย อย่างพระสารีบุตร ก็เช่นกัน ท่านนับถือ พระอัสสชิ มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นผู้ทำให้ท่านบรรลุโสดาปัตติผล

นางขุชชุตตรา ก็ทำอยู่อย่างนั้น แลเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก

กาลต่อมา พระศาสดาก็ได้ทรงตั้ง นางขุชชุตตรา ไว้ในเอตทัคคะ ผู้เป็นเลิศด้านการแสดงธรรม <---ได้เนียนสุด ๆ

จบตอนที่ ๒๖

ปล.ช่วงนี้พระศาสดา และพระอริยเจ้าเพียบเลย ปล่อยมุกไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นโทษ 

เนื่องด้วยมีผู้ติงเข้ามาว่า ผู้เขียนไม่ควรเอาพระไตรปิฎกมาล้อเล่น แต่ครั้นจะใช้ชื่ออื่น ก็จะกลายเป็นว่าผิดเป้าประสงค์ไป เพราะผู้เขียนมีวัตถุประสงค์หลัก ต้องการทำลายกำแพงใจ ของคนทั้งหลาย ที่รู้สึกว่า พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์โบราณ อ่านยาก ไม่น่าสนใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว มีนิทานสนุก ๆ อ่านแล้วได้ข้อคิด อยู่ในนั้นมากมาย ทรงจำไว้ด้วยนะครับว่า นี่คือ "นิทาน" นิท๊าน....นิทาน และขอประทานอภัย หากมันออกจะโปกฮา เกินสมณวิสัยไปสักหน่อย เพื่ออรรถรสในการอ่าน ไม่ให้เบื่อเลิกอ่านไปก่อนเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นใด หากชื่อของตัวละครจะไปพ้องกับผู้ใด ข้าพเจ้าขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เชื่อเถอะครับว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญ บังเอิ๊ญ....บังเอิญ

ก่อนอื่นขอขมาพระรัตนตรัยกันไว้ก่อน 

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง ฯ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

ความในตอนที่แล้ว แม่มดสาว เอ้ย แม่พราหมณีหมอดูลายเท้าแม่น ๆ นั่งพิจารณาลายเท้าของพระศาสดา ทำหน้าเครียดแล้วกล่าวกับพ่อพราหมณ์ว่า "ท่านพราหมณ์ นี้มิใช่รอยเท้าของผู้มักเสพกามคุณ ๕" แล้วอุทานเป็นคาถาว่า

"ก็คนเจ้าราคะ พึงมีรอยเท้ากระหย่ง (เว้ากลาง),

คนเจ้าโทสะ ย่อมมีรอยเท้าอันส้นบีบ (หนักส้น),

คนเจ้าโมหะ ย่อมมีรอยเท้าจิกลง (หนักทางปลายนิ้วเท้า),

คนมีกิเลสเครื่องมุงบังอันเปิดแล้ว มีรอยเช่นนี้ นี้"

(ว่าแล้วยกเท้าตัวเอง(ผู้เขียน)ดู แหม...มีครบทั้งสามอย่างเลย เว้าตรงกลางเท้า ลงส้นหนัก ปลายเท้าก็อูม แสดงว่ากิเลสทั้ง ๓ ยังอยู่ครบถ้วนดี)

พ่อพราหมณ์หัวเสีย แหม...อุตส่าห์พาเมียมาดูอนาคตลูกเขย กลับชักใบเรือให้เสีย กล่าวว่า "แม่จ๊ะ ความรู้หมอดูลายเท้าของแม่หน่ะ เหมือนกบขึ้นวอ ในกะลา (เฮ้ย....สำนวนวิบัติสมาสกันอีกแล้ว ระหว่างคางคกขึ้นวอ กับกบในกะลา) ไปสมัครเป็นหมอดูออนไลน์ ๑๙๐๐ ก็ถูกเขาปฏิเสธ สู้หมอดูใบไม้ ก็ไม่ได้ ไพ่ยิบซีก็แม่นกว่า แม่จะพูดมากอยู่ใย เงียบ ๆ ไปทีเถอะ"

"พ่อจ๊ะพ่อ แม่ก็ไม่ได้อยากอวดอ้างกระไร แต่นี่มิใช่รอยเท้าของผู้มักเสพกามคุณ ๕ จริง ๆ นะ แม่ว่า เรากลับบ้านถอยไปตั้งหลักก่อนเถิด นี่คนก็มาก เกิดท่านปฏิเสธขึ้นมา เราทั้งคู่จะได้เป็นนกกระจอกเทศ เอาหัวมุดดิน อับอายขายขี้หน้าประชาชีนะ" แม่พราหมณ์เตือนด้วยความหวังดี

พ่อพราหมณ์เบะปาก ทำท่าไม่เชื่อ แล้วชะเง้อชะแง้แลหา เห็นพระศาสดาแล้วจึงว่า "นั่นไง ชายผู้นั้นไง สุดหล่อที่ข้าว่า" แล้วตรงเข้าไปกล่าวว่า "ท่านสมณะ ข้าพเจ้าจะยกธิดานี้ให้แด่ท่าน"

พระศาสดามิได้ตรัสถึงว่า ความต้องการในตัวธิดาของพราหมณ์ มีหรือไม่มี กลับตรัสว่า "พราหมณะ ดูก่อน พราหมณ์ เราจักกล่าวเหตุอันหนึ่งแก่ท่าน"

พ่อพราหมณ์ตอบว่า "จงกล่าวเถิด ท่านสมณะ"

พระศาสดาจึงเล่าถึงสมัยที่พระองค์ถูกมารติดตาม ตั้งแต่ออกผนวช จนถึงโคนต้นอชปาลนโครธ และการประเล้าประโลมของธิดามารทั้งหลาย ที่อาสามาล้างแค้นแทนพ่อ ที่กำลังโศกเศร้าคร่ำครวญอยู่ว่า "บัดนี้ พระสมณโคดมนี้ ล่วงวิสัยแห่งเราเสียแล้ว" แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า

"เรามิได้มี แม้ความพอใจในเมถุน

เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา

ไฉนเล่า จักมีความพอใจ เพราะเห็นธิดาของท่านนี้

ซึ่งเต็มไปด้วยมูตรและกรีส

เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องธิดาของท่านนี้ แม้ด้วยเท้า" 

แปลไทยเป็นไทย อีกทีว่า พระองค์ไม่ปรารถนาจะแตะต้องตัวธิดาของพราหมณ์ ซึ่งร่างกายเต็มไปด้วยขี้ และเยี่ยว แม้ด้วยเท้า

ที่สุดแห่งคาถานั้น พราหมณ์ และพราหมณี ก็ตั้งอยู่ในอนาคามีผล (คาดว่า เป็นเพราะทั้งสอง เป็นคนที่ยึดติดกับเนื้อหนังมังสาเป็นอันมาก ประกอบกับคนที่เรียกว่า พราหมณ์สมัยนั้น ก็ย่อมถือศีล ๘ เป็นปกติ คงจะมีอาสวะกิเลสหยาบอันเบาบางแล้ว ติดอยู่แค่ความฝังใจในความสวยความงามของร่างกาย หรือ ราคะจริต นั่นเอง ครั้นได้สดับพระศาสดาเปรียบร่างกายกับถุงขี้ ถุงเยี่ยว ซึ่งเปรียบได้กับ อสุภกรรมฐาน ก็มีดวงตาเห็นตามความเป็นจริงว่า ร่างกายนี้สกปรกจริง หมดซึ่งกามราคะ ความใฝ่ฝันหา การสัมผัสจากเพศตรงข้าม บรรลุอนาคามีผล) ฝ่ายนางมาคันคะเยอเล่า ได้ฟังคำของพระศาสดาแล้ว ก็ลมออกตูด ....ปู๊ด.... (ลมออกหู มันออกไม่ทัน) ส่งกลิ่นแผ่กระจายไปในทิศทั้งสี่ ผูกอาฆาตด้วยมิจฉาทิฏฐิว่า "สมณะนี้ แม้ไม่ต้องการเรา(ก็เรานั้นสวยน้อยเสียที่ไหน) ก็ควรบอกปัดโดยธรรมดา แต่นี่กลับเอาเราไปเปรียบด้วยถุงขี้ถุงเยี่ยว สมณะนี้ ต้องการจะฉีกหน้าเราต่อหน้ามหาชนเป็นแน่ เอาเถอะ เวลานี้ฉันยังเด็กนัก อะไร ๆ ก็ไม่พร้อม ไว้ฉันถึงพร้อมด้วย ชาติ, ตระกูล, ประเทศ, โภคะ, ยศ และวัย เมื่อไหร่ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน.....ฮึ่ม"

ในส่วนนี้มีคำถามว่า พระพุทธเจ้าไม่รู้หรือว่า จะเกิดความอาฆาตขึ้น

ได้รับคำอธิบายจากอรรถกถาฎีกาจารย์ว่า ย่อมทราบดี แต่พระองค์ไม่ได้ใส่ใจใครจะอาฆาต สนใจแต่เพียงความสามารถในการบรรลุอริยมรรค อริยผล ของคนทั้งหลายเท่านั้น

จากนั้นพราหมณ์ และพราหมณี ไปพานางมาคันคะเยอไปฝากอาของเธอ ชื่อ จูฬมาคันทิยะ (มาคันทิยะเล็ก) แล้วไปสู่สำนักของพระศาสดา บวชแล้วได้อรหัตตผล 

ฝ่ายจูฬมาคันทิยะ เห็นว่า ธิดาของพี่ชาย ชื่อเสียงระบือไกล อย่างกับ ยัยแม่มด ดูตัวมา ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ขืนยกให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้า คงมีเรื่องปวดหัวตามมาพะเรอเกวียน จึงตัดสินใจพานางไปสู่เมืองมาบุญครองซิตี้(โกสัมพี) ตกแต่งด้วยผ้าชีฟองเช่นเคย ปัดแก้ม(ก้น)ด้วยเกอแลงค์ แล้วพาไปถวายแด่พระเจ้าอุเทน กล่าวว่า "ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท นางแก้วนี้ ควรแก่สมมติเทพ"

พระเจ้าอุเทน ได้ยลแก้มปัดด้วยเกอแลงค์แล้ว ก็พิศวงหลงใหลอย่างแรงกล้า ประทานการอภิเษก ให้บริวารเธอ ๕๐๐ ตั้งเธอไว้ในตำแหน่งอัครมเหสีแต่นั้น

จบเรื่องของพระนางมาคันคะเยอ

พระเจ้าอุเทนก็ได้มีอัครมเหสี ๓ นาง ประดับด้วยหญิงฟ้อน ๑,๕๐๐ นาง เป็นบริวาร ด้วยประการฉะนี้ ฯ

จบตอน ๒๕

อุทาหรณ์สอนใจให้รู้ว่า เสน่ห์สาวอยู่ที่แก้ม

เนื่องด้วยมีผู้ติงเข้ามาว่า ผู้เขียนไม่ควรเอาพระไตรปิฎกมาล้อเล่น แต่ครั้นจะใช้ชื่ออื่น ก็จะกลายเป็นว่าผิดเป้าประสงค์ไป เพราะผู้เขียนมีวัตถุประสงค์หลัก ต้องการทำลายกำแพงใจ ของคนทั้งหลาย ที่รู้สึกว่า พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์โบราณ อ่านยาก ไม่น่าสนใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว มีนิทานสนุก ๆ อ่านแล้วได้ข้อคิด อยู่ในนั้นมากมาย ทรงจำไว้ด้วยนะครับว่า นี่คือ "นิทาน" นิท๊าน....นิทาน และขอประทานอภัย หากมันออกจะโปกฮา เกินสมณวิสัยไปสักหน่อย เพื่ออรรถรสในการอ่าน ไม่ให้เบื่อเลิกอ่านไปก่อนเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นใด หากชื่อของตัวละครจะไปพ้องกับผู้ใด ข้าพเจ้าขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เชื่อเถอะครับว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญ บังเอิ๊ญ....บังเอิญ

ก่อนอื่นขอขมาพระรัตนตรัยกันไว้ก่อน 

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง ฯ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

ความในตอนที่แล้ว พระเจ้าจันทร์ทรงอนุญาตให้พระนางวาสุลทัตตาเข้านอก ออกในวัง ได้โดยอิสระ ประตูหนึ่ง แลอนุญาตให้ใช้พาหนะตัวหนึ่ง จากพาหนะ ๕ อย่าง พระเจ้าอุเทนตัดสินใจไม่ถูกว่า จะเลือกอะไรดี หลังจากปรึกษา  ขอประชาพิจารณ์ กับเพื่อนฝูงชาว exteen แล้ว ยังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ

อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าจันทร์นึกเปรี้ยวปาก อยากเชียร์กีฬาโอลิมปิกขึ้นมา เห็นเขาว่ายิ่งใหญ่นัก ยิ่งใหญ่หนา ออกไปส่องกล้องทางไกลอยู่ ในพระราชอุทยาน พระเจ้าอุเทน ทรงดำริว่า "เราควรหนีไป ในวันนี้" ว่าแล้วก็จัดการเอาถุงเงินหนัก ๒๐ กก. ถุงทองหนัก ๓๐ กก. และตนเอง กับพระนางวาสุลฯ อีก ๑๐๕ กก. ขึ้นรถถังติดเทอร์โบ รวมน้ำหนักได้ ๑๕๕ กก. ไม่เกินพิกัดที่รถถังขนได้คือ ๑๖๐ กก. จึงสามารถห้อได้เต็มเหยียด ๕๐ โยชน์ต่อวัน

พระนางวาสุลฯเห็นพระเจ้าอุเทนเลือกพาหนะ และขนเงินขนทอง อย่างโลภโมโทสัน ก็เกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก ถามว่า "พระเจ้าพี่คะ ทำไมพระเจ้าพี่ถึงเลือกไปด้วย รถถังละเพคะ มันช้าที่สุดในพาหนะทั้ง ๕ เลยนะเพคะ หม่อมฉันว่า ถ้าพระเจ้าพี่จะเลือกเช่นนั้น สู้ให้หม่อมฉันขี่คอพระเจ้าพี่ไป จะดีกว่าไหมคะ ไหน ๆ ก็ไปตายเหมือนกัน"

"เอาน่า เชื่อใจพี่เถอะ ไหนเจ้าว่า เจ้าถวายชีวิตให้พี่แล้วมิใช่รึ รีบไปเถอะ ไม่มีเวลาแล้ว" พระเจ้าอุเทนเร่งให้พระนางขึ้นรถ

"เลือกผัวผิด คิดจนตัวตายแล้วกรู ไม่น่าเห็นแก่ความหล่อล่ำเล้ย...." พระนางแอบคิดในใจ แล้วขึ้นรถถังอย่างเสียไม่ได้

การณ์เป็นไปดังคาด รถถังวิ่งอืดเป็นเรือเกลือ ไปได้ครึ่งทาง พระเจ้าจันทร์ทราบความ รู้ว่า พระเจ้าอุเทนเอารถถังแสนเต่าไป ก็ยิ้มในใจคิดว่า "พระเจ้าอุเทน ใครว่าเก๋า โถ....สมองเท่าหางอึ่ง ดันเลือกรถถังแสนช้า ข้ามีพาหนะที่เร็วกว่านั้นตั้งมาก โง่จริง คราวนี้จับได้คงต้องเจื๋อนทิ้งให้หมด ทั้งพระเจ้าอุเทน และลูกไม่รักดี" ว่าแล้วก็สั่งว่า "ทหาร...เอาเฟอร์รารี่ ออกติดตามไป อย่าให้พลาดนะ"

ทหารหนัก ๘๕ กก. นำรถเฟอร์รารี่ซึ่งบรรทุกน้ำหนักได้ ๙๐ กก. ออกไล่ตาม ไม่นานก็ทัน เพราะสามารถวิ่งได้ถึง ๑๐๐ โยชน์ต่อวัน พอใกล้จะตามทัน พระเจ้าอุเทนก็จัดการ ฉีกห่อมาม่า เอ้ย ถุงเงินออกโปรย ๒๐ กก. ทหารเห็นเงินแล้วตาลุกวาว รีบจอดเก็บเงินแล้ววิ่งตามต่อ ปรากฏว่าน้ำหนักบรรทุกเกินขึ้นไปอยู่ที่ ๑๐๕ กก. ความเร็วตกวูบเหลือเพียง ๒๕ โยชน์ต่อวัน ไม่สามารถตามพระเจ้าอุเทนทันได้

พระเจ้าจันทร์เห็นท่าไม่ดี รีบสั่งให้เครื่องบินขับไล่ออกติดตามไปด้วยความเร็วสูงถึง ๑๒๐ โยชน์ต่อวัน เมื่อตามทัน พระเจ้าอุเทนก็เกือบจะถึงค่ายทหารของตนแล้ว พระเจ้าอุเทนก็จัดการฉีกถุงไวไว เอ้ย ถุงทองออกโปรย ๓๐ กก. นายทหารหนัก ๘๕ กก. ก็จอดเก็บทองด้วยความโลภ บัดนั้นเครื่องบินก็ความเร็วตกลงไปเหลือเพียง ๓๐ โยชน์ต่อวัน เพราะน้ำหนักเกินไป ๑๕ กก. ตามอย่างไรก็ตามไม่ทัน พระเจ้าอุเทนก็วิ่งเข้าวิน ถึงค่ายทหารของตนในที่สุด

พระนางวาสุลทัตตาลุ้นหัวใจแทบวาย ครั้นรอดมาได้ก็อารมณ์ดีกล่าวว่า "โห...พระเจ้าพี่ เก่งจัง คิดได้ไงเนี่ยะ มะให้รางวัล จุ๊บ จู๊บบบบบ"

ครั้นแล้วพระเจ้าอุเทนก็ได้ตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี ให้บริวาร ๕๐๐ ดังที่ได้ลั่นสัจจวาจาไว้

จบเรื่องของพระนางวาสุลทัตตา ฯ

ต่อด้วยเรื่องของนางมาคันทิยา ขอให้ชื่อใหม่ว่า เจ๊มาคันคะเยอ เจ๊แกเกิดในตระกูลพราหมณ์ แคว้นกุรุ ทั้งพ่อแม่อาของเธอ ก็ชื่อมาคันทิยาทั้งสิ้น เจ๊แกงามชนิดที่เรียกว่า สี่สาวงามแห่งเมืองจีน เวอร์ชั่นโม้ค่อดๆ ภาคสาม ชิดซ้ายไปเลย เพราะใครได้ยลความงามของเธอแล้ว จะน้ำลายหกต่อเนื่อง จนดีไฮเดรต(ขาดน้ำ)ขาดใจตายทีเดียว ฉะนั้นจึงมีเศรษฐี ตระกูลใหญ่น้อย มาสู่ขอไม่เว้นแต่ละวัน จนต้องเปลี่ยนหัวกระได เป็นมามี่โป๊ะโกะ มิฉะนั้นหัวกระไดจะขึ้นรา เพราะความชื้น กระนั้นพ่อพราหมณ์ก็มิได้ยินดี ไม่เห็นใครคู่ควรแก่ลูกของเธอ ก็ตะเพิดไล่เสียสิ้น

พระศาสดาได้ทรงตรวจดูสัตว์โลกในเพลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งการได้ อนาคามีผล ของมาคันทิยะพราหมณ์ และภรรยา ทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปสู่สถานบำเรอไฟของพราหมณ์นั้น พ่อพราหมณ์ได้เห็นลักษณะอันงามยิ่งของพระตถาคตแล้ว จึงคิดว่า "โอ้บุรุษอื่นงามยิ่งกว่าบุรุษนี้ ในโลก ไม่มี บุรุษนี้แล คู่ควรแก่ธิดาของเรา" แล้วกล่าวว่า "ท่านสมณะ ข้าพเจ้ามีธิดาอยู่ นางงามยิ่งนัก เลิศกว่าใครในหล้า ข้าพเจ้ายังไม่เห็นชายใด คู่ควรแก่นาง ยิ่งไปกว่าท่าน ขอท่านจงยืนอยู่ในที่นี้ก่อน เดี๋ยวข้าพเจ้าจะไปนำลูกสาวมาให้ยล" (คิดเข้าไปได้ เอาลูกสาวถวายพระ เดี๋ยวก็เสื่อมกันพอดี) พระศาสดาไม่ทรงตรัสกระไร นิ่งอยู่

พ่อพราหมณ์กลับไปสู่เรือนโดยเร็ว ไปถึงก็ตะโกนบอกพราหมณี "แม่เอ้ยแม่ พ่อเจอผู้ที่สมควรแก่ลูกของเราแล้ว แม่จงรีบแต่งตัวใส่ผ้าชีฟองให้มันโดยด่วน อย่าลืมปัดบีเอสซีมาสคาร่า โบะหน้าด้วยคลาแรงค์ เอาเกอแลงค์ทาตูด อาบกระฉูดด้วยน้ำหอมจีวองชี่ ให้มันด้วยนะ"

   

บีเอสซี มาสคาร่า เครื่องสำอางค์คลาแรงค์

  

ยาบำรุงแก้มก้นยี่ห้อ guerlain และน้ำอาบยี่ห้อ givenchy

ครั้งนั้น ทั้งพระนคร ฮือฮาอื้ออึงคนึงโสตว่า "ชายผู้นี้แต่ไหนแต่ไรมา ก็กล่าวแต่ว่า 'ชายผู้สมควรแก่ลูกสาวเรา ไม่มี' มาวันนี้กลับป่าวประกาศว่า 'เราเห็นชายผู้สมควรแก่ลูกสาวของเราแล้ว' ชายผู้นั้นจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นประการใด พวกเราต้องขอไปดู ให้เห็นกับตา" ว่าแล้วมหาชนไทยมุง แขกมุง ฝรั่งมุง ก็เคลือนม็อบติดตามพราหมณ์ผู้นั้นไปด้วย

เมื่อไปถึงสถานที่นัด พระศาสดามิได้ทรงยืนคอยอยู่ที่นั้น แต่ทรงแสดงเจดีย์ คืออธิษฐานประทับรอยพระบาทไว้บนพื้นที่นั้น แล้วเสด็จไปประทับยืนในที่อื่น

ความจริงแล้ว เจดีย์ คือรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมปรากฏในที่ที่พระองค์ทรงอธิษฐานแล้วเหยียบไว้เท่านั้น ย่อมไม่ปรากฏในที่อื่น และหากทรงประสงค์ให้เห็นแก่คนหมู่เดียว รอยพระบาทจักปรากฏแก่ผู้ที่ทรงอธิษฐานเพียงพวกเดียวเท่านั้น แลภัยธรรมชาติต่าง ๆ ก็มิอาจทำอันตรายแก่รอยพระบาทนั้นได้

กาลนั้น พราหมณีได้ถามแก่สามีว่า "ไหนล่ะสุดหล่อที่ท่านว่า"

พ่อพราหมณ์เกาหัวแกร็ก "เอ...ก็ข้าว่า ข้าให้ท่านรอตรงนี้นะ.....นั่น....นั่นไง รอยเท้าของท่านผู้ประเสริฐ อยู่ตรงนั้น" แล้วชี้ให้นางพราหมณีดู

แม่พราหมณีหมอดูลายเท้าแม่น ๆ พิจารณาดูลักษณะรอยพระบาทแล้ว ทำสีหน้าเคร่งเครียด อุทานว่า...............

แม่หมอนวด เอ้ย หมอดูจะทำนายลักษณะรอยพระบาทว่าอย่างไร ติดตามได้ตอนหน้า

จบตอน ๒๔

อุทาหรณ์สอนใจให้รู้ว่า เครื่องสำอางค์ดี ๆ มีไว้ทาตูด ชะเอิงเอย....

Dhammasarokikku View my profile