กำลังเขียนบทความอีกเรื่องหนึ่งครับ ของำชื่อบทความไว้ก่อน ซึ่งบทความนั้นต้องอาศัยเนื้อหาจากอีกบล็อกหนึ่ง เจ้าของบล็อกเขียนไว้นานแล้ว ค้นไปค้นมาไปเจอบทความล่าสุด เล่ารำพันเรื่องปัญหาครอบครัวของตัวเอง ซึ่งคงเป็น stereotype ของปัญหาครอบครัวแทบทุกครอบครัว รวมถึงครอบครัวของข้าพเจ้าด้วย เลยอดแบ่งปันไม่ได้ครับ เม้นท์ไปเสียยาวเหยียด เลยขออนุญาตเขาเอามาลงบล็อกข้าพเจ้าเอง อัพแซงเรื่องที่กำลังเขียนไปเลย เนื้อหาในเอ็นทรี่นั้นเป็นเยี่ยงนี้ครับ
 
 
 
ครอบครัวของชั้นเป็นครอบครัวคนปกติ
 
ชนชั้นกลางค่อนไปทางเกือบสุดขีดบน
 
มีป๊า มีม๊า มีเฮีย มีเจ๊ มีหมาหนึ่งตัว มีเงินใช้ มีความสะดวกสบาย
 
มีหลายสิ่งที่หลายคนไม่มี
 
และเช่นเดียวกัน
 
ขาดหลายสิ่งหลายคนไม่ขาด
 
นั่นคือเวลา
 
-----
 
ทุกเช้าม๊าจะตื่นแปดโมง หลังจากนั้นครึ่งขั่วโมงป๊าจะตื่นตาม
 
ร้านเปิดเก้าโมงครึ่ง เริ่มงาน ขายอะไหล่สิบล้อ
 
สิบโมงตรงชั้นจะลงมานั่งหน้าคอม เตรียมงาน
 
และสิบเอ็ดโมงตรงเฮียจะลงมา
 
ส่วนเจ๊...อยู่ออสฯ ไม่รุ้เรื่องห่าไรเล้ยยยยย
 
----
 
ทั้งสี่ชีวิตข่วยกันทำงาน
 
ทำงาน
 
รับออเดอร์
 
จัดของ
 
ส่ง
 
ลงบัญชี
 
ปิดยอดของแต่ละวัน
 
-----
 
หกโมงครึ่งป๊ากับม๊าจะไปฟิตเนส
 
สองทุ่มครึ่งเฮียจะออกไปหาเพื่อนนอกบ้าน
 
แ้ละชั้น นั่งดูแลหมาแก่ตาบอดอยู่ที่บ้าน
 
หรือไม่ก็ออกไปหาเพื่อนที่ห้องซ้อมดนตรีใกล้บ้าน
 
และกลับบ้านไม่เกินสี่ทุ่ม
 
-----
 
สามทุ่มครี่ง ป๊ากับม๊ากลับบ้าน
 
ป๊าจะนั่งดูทีวี
 
ม๊าจะนั่งทำนู่นนั่นนี่ก๊อกแก๊กๆอยู่ในครัว
 
ชั้นจะนั่งเล่นคอม
 
ไี้ร้ซึ่งบทสนทนาใดๆ
 
-----
 
จนเกือบเที่ยงคืน ป๊ากับม๊าจะขึ้้นบ้าน
 
เข้าห้องนอน
 
ตีสองกว่าๆ เฮียจะกลับบ้าน
 
และชั้น เข้าห้องนอน เล่นคอม
 
ดูแลหมาแก่
 
-----
 
เราอยู่ด้วยกันเกือบตลอดวัน
 
แต่เราไม่มีแม้กระทั่งบทสนทนาถามไถ่ว่าเป็นยังไงบ้าง
 
หน้าซีดๆไม่สบายรึเปล่า?
 
หอบแล้วนะ นั่งพักก่อนไหม?
 
เย็นนี้กินอะไรกันดี?
 
หิวน้ำมั๊ย?
 
บลาๆๆ
 
-----
 
ไม่ใช่ไม่เคยพยายาม
 
เคยถามป๊าว่า 'ป๊าเหนื่อยมั๊ย กินน้ำมั๊ย อะ...' วางแก้วน้ำไว้ให้
 
ป๊าบอกว่า
 
กูเหนื่อยแบบนี้มายี่สิบกว่าปี มึงพึ่งคิดจะมาถามกูงั้นเหรอ?
 
และหันกลับไปทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
 
น้ำแก้วนั้น ชั้นเลยกินเองเสียเลย เหอะๆ
 
..........
 
ซีด........
 
-----
 
เคยถามม๊า
 
'ม๊า เย็นนี้ทำไรกินกันดี เดี๋ยวหนูทำหมูอบให้มั๊ย?'
 
ม๊าตอบว่า
 
'ขี้เกียจทำ เดี๋ยวต้องเก็บล้างอีก เสียเวลา
ไปซื้อข้าวกล่องเจ้าเดิมมาให้ป๊ากะม๊าหน่อยแล้วกัน'
 
-----
 
ชั้นชอบทำอาหารนะ
 
และชั้นมั่นใจว่ามันอร่อย อร่อยกว่าข้าวกล่องร้านเดิมนั่นมากมาย
 
ชั้นอยากทำให้ป๊าม๊ากิน อยากให้เค้ายิ้ม อยากให้เค้าชม
 
อยากให้ทุกวันอาทิตย์ที่เราเรียกกันว่าวันครอบครัว
 
มีมากกว่าการออกไปกินข้าวนอกบ้าน
 
เพราะทุกๆวันที่เรากินข้าวในบ้านมันไม่เหมือนกินข้าวกันเองในครอบครัวเลย
 
กินเสร็จเก็บลุก
 
เราได้คุยกันหรือ?,,,,,,,,,,,ไม่เลย
 
-----
 
อาอี๊คนสนิทของหม่าม๊าเคยถามชั้นว่า
 
นี่หนู ครอบครัวหนูมีพร้อมทุกอย่าง
 
มีครบหมด พ่อ แม่ พี่
 
มีมากกว่าหลายๆครอบครัวที่อี๊รู้จักมากมายนัก
 
ทำไมหนูยังทำตัวมีปัญหา
 
ทำไมหนูยังต้องหาเรื่องออกจากบ้านอีก
 
ทั้งๆที่ครอบครัวหนูมีครบแล้ว
 
-----
 
อาอี๊
 
หนูต้องการเสียยิ่งกว่าต้องการเสียอีก
 
ที่จะทำให้บ้านเป็นบ้านที่มีความสุข
 
ครอบครัวขอวหนูเหมือนตัวต่อปริศนาที่มีครบชิ้น
 
เพียงแค่แต่ละชิ้นกลับเข้ากันไม่ได้เลย
 
-----
 
หนูเหนื่อยนะ
 
หนูเหนื่อย
 
-----
 
หนูนึกถึงภาพความทรงจำสมัยเด็ก
 
ตอนนั่งรอที่โต๊ะกินข้าว มีจานข้าวตรงหน้า
 
รอหม่าม๊าวางจานถั่วงอกผัดใส่หมูกรอบ ของโปรดหนูวางตรงหน้า
 
ภาพป๊าตักหมูกรอบใส่จานหนู
 
หนูยิ้ม ป๊ายิ้ม ม๊ายิ้ม ทุกคนยิ้ม
 
ภาพนี้ฝังแน่นอยู่ในสมองชั้นตั้งแต่ชั้นห้าขวบแล้ว
 
-----
 
เกือบยี่สิบปีผ่านมาแล้ว ภาพนั้นยังอยู่ในความทรงจำของหนู
 
หนูคิดถึงค่ะอี๊ หนูคิดถึงภาพนั้น
 
หนูรู้แล้ว ครอบครัวหนูไม่ได้ขาด
 
ไม่ได้ขาดอะไรมากไปกว่าคำว่าเวลาเลย
 
หนูแค่ต้องการเวลาให้เราได้คุยกัน
 
หัวเราะด้วยกัน
 
ป๊ากับม๊าจะอยู่กับหนูได้อีกกี่ปีกันเชียว
 
หนูไม่ต้องการให้การจากลาจะเกิดขึ้นทั้งที่เรายังไม่ได้หัวเราะด้วยกัน
 
ไม่ได้หัวเราะด้วยกันมามากกว่าสิบปี
 
-----
 
ถ้าพระเจ้ามีจริง พระเจ้าไหนก็ได้ ขอแค่พระผู้เป็นเจ้า
 
หรืออะไรก็ได้ อะไรก็ได้จริงๆ
 
ได้โปรดฟังคำขอร้อง
 
สิ่งเดียวที่ต้องการคือ เวลา
 
มอบเวลาให้แก่ครอบครัวหนูได้หรือไม่?
 
หนูเหนื่อยเหลือเกิน
 
-----
 
เหนื่อย
 
เหนื่อย
 
เหนื่อย
 
-------------
 
และเม้นท์ข้าพเจ้าก็เป็นดังนี้
 
ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเราเองเนาะ ความพยายามนั่นพยายามไปกี่ครั้งกัน? สิบหรือร้อย? ความจริงมันคืออินฟินิตี้ครั้งนะ ความรัก ความทรงจำ ไม่มีที่สิ้นสุด ของป๋าเบิร์ดเคยฟังปะ นี่คือการทำ "เหตุ"

"เหตุ" ของครอบครัวอันอบอุ่น ก็เริ่มมาจาก เรา "อบอุ่น" ก่อน อย่าเพ่อไปเรียกร้องความอบอุ่นจากผู้อื่นเลย (เพราะมันไม่เคยได้มานานนักหนา เรียกร้องไปก็เท่านั้น) เริ่มจากเราก่อน ความจางจืดของคำว่า "ครอบครัว" มันเริ่มก่อร่างสร้างตัวมานับสิบปี จักให้มันคลายตัวด้วยความเปลี่ยนแปลงของเราไม่กี่วันไม่กี่เดือน มันเป็นไปบ่ได้ดอก

ถ้าจักเหนื่อย ก็ขอให้เหนื่อยจากความพยายามอันไร้ผลนะ อย่าเหนื่อยเพราะไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นเลย มีแต่เหนื่อยใจที่ครอบครัวเราไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง

และความพยายามที่ดูเหมือนไร้ผลนั่น ความจริงมันก็มีผลอยู่ ที่คุณพ่อเขาเพ้ยอย่างนั้น ก็เพราะเขาน้อยใจที่ลูกสาวเขาไม่เคยถามไถ่สุขทุกข์เลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกินน้ำนั่นซะเอง อาจยิ่งดูเหมือนเป็นการประชดซ้ำเข้าไปอีก คราวนี้ที่ห่างอยู่แล้ว เลยยิ่งห่างกว่าเดิม (พยายามอะไรของเอ็งฟระเนี่ยะ) ที่คุณแม่เขาพูดอย่างนั้นก็เหมือนกัน โดยนัยมันแปลได้ว่า ถึงแม้เราจักทำอาหารได้อร่อยเอร็ดแค่ไหน สุดท้ายมักทิ้งทุกอย่างไว้ให้คุณแม่ล้าง แค่งานประจำวันก็เหนื่อยพอแล้ว ยังต้องมารบกับเครื่องครัวที่เราทำเลอะด้วยความสุดปรารถนาดีอีก

มันต้องมีสิ่งที่เราทำให้พ่อแม่ผิดหวังอยู่บ้างละนะ ไม่งั้นครอบครัวมันคงไม่ห่างเหินขนาดนี้ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนหัวแข็ง ไม่ยอมโทษตัวเองก่อน ไม่รู้จักคำว่า ขอโทษ หนูเสียใจ กระไรเทือกนั้น หลายเรื่องเข้า ผู้ใหญ่เขาถึงปั้นปึ่ง ทั้งที่ความจริงอยากให้อภัยใจจักขาด อยากกอดลูกเหมือนเดิม เหมือนครั้งหนึ่งที่ตีนยังเท่าฝาหอย ไม่ใช่เถียงคำไม่ตกฟากเหมือนทุกวันนี้ เขาเลี้ยงเขาอุ้มเขาป้อนนมมาเองกับมือ ทำไมเขาจักไม่รัก?

ในแง่ของเรา เราอาจรู้สึกว่า เราไม่ผิด ก็แมร่งไม่มีเวลาเลี้ยงดูกรู ให้ความอบอุ่นกรูเองนี่หว่า แถมยังมาคาดหวังอะไรบ้า ๆ บอ ๆ จากกรูอีก แต่ถ้าลองเข้าไปนั่งในใจคุณพ่อคุณแม่ มองโลกจากตาพวกท่าน พยายามทำความเข้าใจท่านให้มากขึ้น ก็จักเห็นความรักที่ท่านมีให้ แม้ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่เราต้องการก็ตามที

ผู้ใหญ่มักรู้สึกว่า ที่พวกอั๊วะเหนื่อยสายตัวแทบขาด ก็เพื่อให้พวกลื้อได้เรียนสูง ๆ มีหน้ามีตาทัดเทียมเพื่อน ๆ มีสังคมดี ๆ ได้งานดี ๆ ไม่ต้องมาทำงานเหนื่อยแทบตายอย่างอั๊วะ สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เงินเป็นสื่อแลกเปลี่ยน ฉะนั้นที่อั๊วะไม่มีเวลาเลี้ยงพวกลื้อ จึงไม่ใช่เรื่องผิด มีแต่พวกลื้อที่ไม่เคยสำนึกในบุญคุณของอั๊วะที่สู้ลำบากเพื่อพวกลื้อ

คนเรามีปกติโทษผู้อื่นก่อนเสมอ ไม่เชื่อลองนั่งเงียบ ๆ สักพัก แล้วถามใจตัวเองดูสิ

สิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่มัวนั่งโทษคนอื่น ก็พ่อเป็นเสียอย่างนั้น ก็แม่เป็นเสียอย่างนี้ ก็พี่ไปเป็นอย่างโน้น ก็น้องมันไม่ได้เรื่อง แต่เริ่มโทษตัวเองก่อน พอเห็นความไม่ดีของตัวเอง ก็ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม อบอุ่นกว่าเดิม รู้จักการให้อภัยก่อน รู้จักนอบน้อมก่อน รู้จักการขอโทษก่อน สิ่งเหล่านี้บางทีไม่ต้องออกมาเป็นคำพูด แต่ด้วยการกระทำ ทุกคนก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง และต้องพัฒนาไม่หยุดยั้งนะครับ ไม่ใช่ว่า พอไม่ได้รับผลตอบรับที่ดี ก็หยุดพัฒนาตัวเอง หันไปทำตัวแย่ ๆ เหมือนเดิม แล้วก็มานั่งถอนหายใจ เฮ้อ... เฮ้อ... ไมชีวิตแมร่งเป็นอย่างนี้วะ? อย่างนั้นอาจต้องถอนหายใจไปตลอดชาติ

ถามตัวเองก่อนครับว่า "ทำดีที่สุดหรือยัง?" "ที่ดีกว่านี้ ทำได้อีกไหม?" ทำจนสุดความสามารถ ทำอย่างชนิดที่ว่า หากมีใครสักคนในครอบครัวตายจากไปพรุ่งนี้ ฉันจักไม่เสียใจเลย เพราะฉันได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว นั่นละ ทำแบบนั้นไปเรื่อย ๆ
 
หากมันไม่มีผลใด ๆ เกิดขึ้นเลย (แต่เชื่อว่า คงต้องมีผลไม่มากก็น้อย) ก็จง "ทำใจ" รับสภาพที่เกิดขึ้นครับ เพราะไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น นอกจากตัวเราเอง เราทำ "เหตุ" ไว้ในอดีต เราก็ต้องรับ "ผล" ของเหตุนั้น (เหตุที่ว่า อาจไม่ใช่เหตุจากชาตินี้นะครับ อาจถอยไปอีกหลายชาติที่เราเคยทำกรรมไม่ดีไว้) จงมองอินเดียอย่างที่อินเดียเป็น  จงมองพ่อเราอย่างที่พ่อเราเป็น มองแม่เราอย่างที่แม่เราเป็น มองพี่มองน้องมองญาติมองเพื่อนอย่างที่เขาเป็น อย่าอยากให้ไก่เป็นเป็ด อย่าอยากให้เป็ดเป็นไก่ อย่างน้อยในครอบครัวก็มีคนที่มีความสุขเพิ่มขึ้นมา ๑ คน ก็คือตัวเราเอง

หมั่นสร้าง "เหตุ" ไว้ แต่ไม่หวัง "ผล" สักวันหนึ่งที่เหมาะสมด้วยเหตุและปัจจัย "ผล" ก็จักเกิดเอง และวันที่รับผลก็สุขเกษมเหลือจักเอ่ย

วันนี้ ท่านเริ่มสร้าง "เหตุ" หรือยัง?
 
 
เจริญธรรม ฯ
 
ปล.๑ ใครอยากให้กำลังใจน้องเขา ก็ไปเยี่ยมเยียนทิ้งเม้นท์ไว้ได้ครับ ที่ http://groundfloor.exteen.com (หมายเหตุ : น้องเขาอาจจะหัวรุนแรงไปสักหน่อยนะครับ)
 
ปล.๒ โปรโมทหนังสือการกุศลกันสักหน่อยครับ
 
 
 
"วู๊ดดดด์ ๆ ....." เสียงกรีดร้องของไอน้ำพ่วงพุ่งออกจากม้าเหล็กเบื้องบน ราวกับจักฉีกหัวใจสาวอีสานบ้านนาออกเป็นเสี่ยง ๆ หากมิใช่ด้วยความรักต่อสามี และความตื่นเต้นที่จักได้ผจญภัยไปในโลกกว้างซึ่งสาววัยรุ่นอื่นหาโอกาสแบบนี้ได้ยาก คุณยายใบสอนไม่มีวันออกเดินทางออกไปห่างไกลญาติพี่น้องอันเป็นที่รักถึงกว่า ๕๐๐ กิโลเมตรดอก
 
คนสมัยก่อนไม่นิยมเดินทางย้ายถิ่น สาเหตุสำคัญนั้นเป็นเพราะมีดงพญาไฟกั้นไว้ ผู้คนจะพากันล้มตายกันมากเมื่อผ่านดงพญาไฟ บ้างก็ตกเหวตาย บ้างก็เป็นไข้ป่าตาย บ้างก็ถูกโจรป่าฆ่าตาย เพื่อนที่ไปด้วยกันทำได้อย่างมากก็แค่ช่วยกันเผ่าจี่กันกลางป่า เพื่อไม่ให้อุจาดตาแก่ผู้ที่ผ่านไปมา ต่อมาหลวงจึงเปลี่ยนชื่อเป็นดงพญาเย็นเพื่อแก้เคล็ด และเป็นการสร้างขวัญให้กับประชาชน
 
น้ำตาที่รวยรินไปตลอดทาง ยากจะบอกว่า มาจากความใจหายที่ต้องห่างจากบ้านเกิดเมืองนอน ไปผจญภัยในต่างแดน ต่างถิ่น ต่างเชื้อชาติ ต่างประเพณี ต่างวัฒนธรรม หรือจะมาจากฝุ่นขี้เถ้าปริมาณมหาศาลที่โรยตัวจากปล่องรถไฟไอน้ำสมัยนั้น เข้าตา...

 
 
 
 
ดัดแปลงจาก "ใบสอนว่าซั่น" วรรณกรรมเยาวชนกึ่งสารคดีต้นแบบงานวิจัยภูมิปัญญา สว. (ผู้สูงวัย) สู่การพัฒนาสังคมอย่างบูรณาการ, ๓๓๖ หน้า, ราคา ๒๗๕ บาท, รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนจัดสร้างธรรมทานสำหรับเยาวชน "ทำมาอย่างฮะ รวมเล่ม ๑ พิมพ์ครั้งที่ ๒" จำนวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม ร่วมบุญการจัดสร้างธรรมทานครั้งนี้ได้ด้วย การโอนเงิน มาที่บัญชีเพื่อธรรมทาน บัญชีออมทรัพย์ ธ.ออมสิน สาขาเจริญพาศน์ เลขที่ 01-0117-20-073889-9 ชื่อบัญชี พระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร โอนแล้ว ems. ที่อยู่มาด้วย จะจัดการส่งให้ภายใน ๑ สัปดาห์ครับ รีบหน่อยนะครับ มีจำนวนจำกัดเพียง ๔๐๐ เล่มเท่านั้น
 
วันอาทิตย์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ศกนี้ จักนำไปออกร้านที่วัดเกษมสุริยัมนาจ อ.บางเลน จ.นครปฐม ที่ปล่อยปลาครับ ใครว่างไปจับจองกันได้ในงาน ฯ

edit @ 14 Feb 2011 21:49:45 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

#26

คงต้องไปปรึกษาหมอนะ ไม่รู้เป็นโรคหัวใจหรือเปล่า ทางที่ดีก็พยายามไม่โกรธ วิธีไม่ให้โกรธ หรือบรรเทาความโกรธ เคยเขียนไปแล้วใน http://akkarakitt.exteen.com/20090513/anger-management

เจริญธรรม ฯ

#27 By Dhammasarokikku on 2011-02-20 23:02



นมก.คะหลวงพี่

คืออยากจะถามว่า ตอนนี้เป็นคนที่โกรธใครไม่ว่ามากหรือน้อยก็จะสั่นไปทั้งตัวเลยคะ ไม่รู้เป็นอะไร สังเกตตัวเองมาได้ซักสองเดือนแล้วคะ

อยากทราบว่าจะทำอย่างไรดีคะ

big smile big smile Hot! Hot! Hot! Hot!

สาธุคะ

#26 By comboset on 2011-02-20 13:09

#1-#21

สาธุจร้า...

#22

เรื่องความคุ้นเคย มันคงแทบไม่เหลือแล้วหล่ะ มันอยู่ที่เราต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่ ความคุ้นเคยมันเกิดจากอะไรกัน? มันเกิดจากการที่เราได้ทำสิ่งนั้นบ่อย ๆ ใช่หรือไม่? ถ้าบอกว่า เริ่มใหม่มันยาก เลยไม่เริ่มทำ แล้วเมื่อไหร่สิ่งที่ไม่คุ้นเคยจักกลับเป็นสิ่งที่คุ้นเคย?

ข้าพเจ้าเองห่างเหินโยมพ่อโยมแม่ไปนับสิบปี สมัยมีแฟน แฟนพากลับไปกราบเท้าโยมพ่อโยมแม่รดน้ำดำหัวในวันสงกรานต์ ไม่เคยทำ ไม่คุ้นเคย กระดกกระเดิด กระดาก เขิลล์ สารพัดความรู้สึกตอนทำครั้งแรก ครั้นอยู่ต่อหน้าท่านแล้ว ก็ให้กำลังใจตัวเอง "ทีเรื่องชั่ว ๆ หน่ะ ไม่อาย ทีทำเรื่องดี ๆ จะอายทำไม?"

แรก ๆ ก็ต้องฝืน ๆ ใจหน่อย ครั้นทำได้ครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปก็ไม่ยากแล้ว ทำบ่อย ๆ เข้า "ความคุ้นเคย" ก็กลับมา

วันหนึ่งที่ไม่สามารถกราบเท้าโยมพ่อโยมแม่ได้แล้ว นั่งมองพี่ชายทำท่ากระดกกระเดิด ทำหน้าปูเลี่ยน ๆ นึกยิ้มในใจ เพราะเราเคยผ่านความรู้สึกแบบนี้มาแล้ว

ทำไปเถอะ พ่อแม่ของเรามีคนเดียว ไม่มีอีกแล้ว ทำเสียตั้งแต่ยังมีโอกาสทำนะ

เป็นกำลังใจให้ครอบครัวอบอุ่นกันทุกครอบครัวนะ

เจริญธรรม ฯ

#25 By Dhammasarokikku on 2011-02-15 11:05

แอบเห็นเจ้าของเรื่องราวมาอ่าน

อยากบอกว่าจริง ๆ แล้วแต่ละครอบครัวจะมีวิถีต่างกัน

พ่อแม่จะแสดงออกถึงความรักลูกไม่เหมือนกัน

สิ่งที่ทำได้คือ มีความสุขกับสิ่งที่เรามีและเป็นให้ได้ ( มั๊ง ) กำลังพยายามอยู่เหมือนกันค่ะ 555sad smile sad smile sad smile

#24 By memorable on 2011-02-15 08:16

Hot! Hot! Hot! Hot!
ซึมซาบเข้าสมอง และจิตใจจังๆ

กราบนมัสการค่ะ

#23 By memorable on 2011-02-15 08:10

กราบนมัสการค่ะหลวงพี่
ขออณุญาตใช้ศัพท์ชาวบ้านนะคะ ปรกติไม่ค่อยได้สนทนากับพระเท่าไร

----

นี่หลวงพี่เอามาแปะจริงๆเหรอคะเนี่ย??
ขอบคุณกับคอมเม้นของหลวงพี่นะคะ
หนูเข้าใจดีว่าทุกสิ่งมันจำเป็นต้องเริ่มที่ตัวเรา
แต่เนื่องจากเราไม่คุ้นเคย
สิ่งที่คุ้นเคยกลายเป็นสิ่งไม่คุ้นเคยไปเสียแล้ว
เราจะเริ่มมันอีกครั้งก็ยากนะคะ
ไม่มช่ว่าหนูไม่พยายามเข้าใจป๊าม๊า หนูพยายามค่ะ
และเมื่อคิดว่าตนเข้าใจ จึงพยายามแบ่งเบาความเหนื่อย
พยายามออดอ้อน พยายามเรียกร้องสิ่งที่คุ้นเคยกลับมา
หนูวิเคราะห์ตัวเองแล้ว หนูคิดว่า
(ขออณุญาตอวดอ้างตนเองสักนิด)
หนูคิดว่า หนูมาถูกทางแล้ว แค่อาจผิดวิธี
สิ่งที่หนูต้องการจริงๆนอกจากเสียงหัวเราะในบ้านของหนู
ก็คือป๊ากีบม๊าหนูสบายใจ วางใจ หายเหนื่อย
หนูต้องการแค่นั้น ตอนนี้ชีวิตของหนูมีแค่หนู ครอบครัว งาน และดนตรี
หนูแค่อยากให้ป๊ากับม๊าพัก แต่ถึงยังไงท่านก็ไม่ยอมพักหรอก เพราะท่านห่วงลูกๆจะลำบาก เลยไม่ยอมพักเสียที
ก็เข้าใจ,,
-----
ขอบคุณหลวงพี่มากๆค่ะ และทุกคอมเม้นที่ให้กำลังใจผ่้านบล๊อคของหลวงพี่ ขอบคุณค่ะ

#22 By groundfloor on 2011-02-15 03:25

สาธุค่ะ..ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสติจริงๆค่ะ..
หากเรานิ่งและใช้สติ..จะมีคำตอบลอยมาเองsurprised smile Hot!

#21 By เจ้นุช on 2011-02-14 23:25

ชอบที่ว่า "ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเราเอง"
จะสุข จะทุกข์ จะอบอุ่นหรือไม่ก็อยู่ที่ใจเราเองจริงๆ
สาธุค่ะ confused smile
Hot! Hot! Hot!

#20 By f i s h *Sky on 2011-02-14 21:20

อ่านเรื่องแล้วเห็นภาพเลย อ่านคอมเมนท์ก็ยิ่งเข้าถึง

อย่างน้อยถ้าเจ้าของบล็อกเขาได้พยายามดูก่อน ยังไงทุกคนก็ย่อมรู้สึกแน่ ใครจะไม่อยากแสดงความรักต่อกันเนอะ ใครจะไม่อยากนั่งกินข้าวพร้อมหน้า เพียงแต่สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ทำมานาน ก็อาจมีเคอะเขินกันบ้าง ถ้าทำบ่อยๆเข้า เด๋วก็ชินเองแหละ สู้ๆๆๆ

#19 By LhinKo^_^ on 2011-02-14 13:33

กราบนมัสการครับ
ชอบจัง"เปลี่ยนตนเองดีกว่า เปลี่ยนคนอื่นให้เป็นอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็น"surprised smile surprised smile surprised smile

#18 By ant555 (125.24.177.214) on 2011-02-14 13:30

Hot! Hot! Hot!

#17 By lockman on 2011-02-14 11:19

นมัสการค่า

ซาบซึ่งมาก

Hot! Hot! Hot!

#16 By ปิยะ99 on 2011-02-14 10:26

Hot! Hot! Hot! Hot!

#15 By ★ K T I G on 2011-02-14 01:19

สาธุ
Hot! Hot! Hot!

#14 By Kanya on 2011-02-14 00:55

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#13 By dp on 2011-02-13 22:46

big smile Hot! Hot! Hot!

#12 By dp on 2011-02-13 22:43

สาธุครับ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#11 By RollingInMySoul on 2011-02-13 21:25

สาธุครับHot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#10 By than on 2011-02-13 19:16

สาธุครับ ตอบได้โดนอย่างใจคิดHot! Hot! Hot! Hot! Hot! ---- หวังว่าน้องคงเข้าในใจ และนำไปคิด

#9 By D.O.G studio on 2011-02-13 13:54

นมก.ค่ะหลวงพี่

พลูโต ชอบที่หลวงพี่เม้นท์น้องเค้านะคะ (ไม่รู้น้องพลูโตป่าว) อยากบอกว่า พลูโตเอง ไม่เคยอยู่กับพ่อมาตั้งแต่เกิด น้องคนนี้ได้อยู่กับพ่อเขา ดีกว่าพลูโตเป็นไหนๆ...เพียงแต่เขาใจ..ยอมรับ..และมีความสุขตามวิถีของเรา..

ถ้าพลูโตคิดแบบน้องคนนี้ พลูโตควรจะออกมาเขียนบล็อค กล่าวโทษพ่อกับแม่ของตัวเองรึป่าว..อิอิ

\"จงมองอินเดีย อย่างที่อินเดียเป็น\" จะให้อินเทรนด์สักกะหน่อย คงต้องเปลี่ยนว่า \"จงมองเขมร อย่างที่เขมรเป็น\" รึป่าวคะ ..อิอิ

เม้นท์พลูโต ดูไร้สาระจริงๆ ขออภัยหลวงพี่ และคนที่อ่านด้วย...ไปดีก่า....แ๊ฟ๊บบบบ

#8 By พลูโต (110.168.43.13) on 2011-02-13 12:35

สาธุค่ะ

Hot! Hot! Hot!

#7 By HineyHelsinki on 2011-02-13 00:19

สาธุค่ะ ท่านตอบน้องเขาได้ดีจังค่ะ เป็นตัวเองก็คงนึกไม่ออกว่าจะช่วยตอบน้องเขาว่าอย่างไร sad smile Hot! Hot! Hot!

เปลี่ยนคนอื่นน่ะยาก เปลี่ยนตัวเองก่อนดีกว่า big smile
สาธุ เห็นจริงดังว่า big smile Hot!

นักรบเองก็เคยมีความคิด อยากให้คนนั้นเป็นอย่างนั้น อยากให้คนนี้เป็นอย่างนี้ คิดว่าทำไมคนโน้นคนนี้ไม่เข้าใจเราบ้าง แต่ความจริงคือ เราไม่เห็น ไม่เข้าใจว่าการหวังให้ผู้อื่นเป็นอย่างที่เราคิดคือความชั่วร้าย เพราะนั่นหมายถึง เราไม่ได้มองความเลวของตัวเอง มัวแต่มองความเลวผู้อื่น

#5 By นักรบ on 2011-02-12 21:17

หนูเป็นคนปลอบใครไม่เก่ง sad smile แต่ขอให้น้องพยายามต่อไปนะ confused smile

สาธุค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By Cotton on 2011-02-12 20:50

กราบนมัสการพระคุณเจ้า

สาธุกับคำตอบที่ให้กับน้องเขา. ค่ะ





big smile Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By ตีรณา on 2011-02-12 20:34

big smile

#2 By *~citrus~* on 2011-02-12 18:19

สาธุครับ big smile big smile Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! big smile big smile

Dhammasarokikku View my profile