เนื้อหาเอ็นทรี่เข้าข่ายการปฏิบัติเพื่อให้ถึงพระนิพพานครับ เลยนำมาไว้รวมกับซีรี่ย์ How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน ดังนี้

How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๑ 

How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๒

How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๓ - สำเร็จเป็นพระอรหันต์ด้วยการเมือง

เอาละครับ ช่วงนี้กำลังไฟแรง อัพให้กระจาย เอ็นทรี่ที่แล้วพูดถึงว่า การทำบุญทำทานของเราทั้งหลาย มีทั้งเพื่อความเกิด และเพื่อความไม่เกิด ก็ในเมื่อตัวอย่างทั้งสองในเอ็นทรี่ก่อน ยังทำทานเพื่อความเกิดอยู่ ก็แล้วทำทานเพื่อความไม่เกิดหน้าตาเป็นอย่างไร 

เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงวิสัชนาถามหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤๅษีลิงดำที่ข้าพเจ้าเคารพเมื่อหลายสิบปีก่อนครับ สมัยนั้นพระองค์ทรงศึกษาธรรมะอย่างเข้มข้น ครูบาอาจารย์ที่ว่าเป็นพระดี อยู่ในป่า ในเขา พระองค์ก็ทรงบากบั่นเข้าไปกราบ เข้าไปขอธรรมะ ทรงศึกษาธรรมะของครูบาอาจารย์หลายสาย ทั้งสายพระป่า และพระบ้าน

ข้อความต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าคาดเดาเอาเอง อาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณพิเคราะห์เอาเอง

จริตของพระองค์หนักไปทางพุทธิจริตครับ เมื่อศึกษาแนวทางการปฏิบัติของครูบาอาจารย์แต่ละสาย ย่อมมีข้อขัดแย้งกันในรายละเอียดการปฏิบัติ ใครก็ทราบครับว่า สายหลวงพ่อฤๅษีลิงดำซึ่งเป็นสายพระบ้านเน้นการให้ทานนำหน้า ส่วนสายพระป่าไม่เน้นการให้ทาน แต่เน้นการภาวนา ดูจิตดูใจของตนเอง

มองเผิน ๆ ก็เหมือนขัดแย้งกัน แต่ศึกษาให้ละเอียดแล้ว ก็คือเรื่องเดียวกัน ไม่มีสายไหนขัดกับสายไหนเลย สุดท้ายก็คือ ทาน, ศีล, ภาวนา

ข้าพเจ้าสังเกตคำถามที่พระองค์ทรงถาม พระองค์มิได้ทรงถามครูบาอาจารย์แค่รูปใดรูปหนึ่ง สายใดสายหนึ่ง แต่ถามหลายรูปหลายสาย แล้วนำคำตอบทั้งหลายไปทรงสังเคราะห์วินิจฉัยอีกที

คำถามธรรมะของพระองค์แต่ละคำถาม มักลึกซึ้ง และมักเป็นข้อที่ดูเผิน ๆ เหมือนขัดแย้งกันในแนวทางการปฏิบัติแต่ละสาย ยากแก่การตอบ คำถามนั้นมีอยู่ว่า "จาคะตัวเดียว ถึงนิพพานไหม?"

อ่านดี ๆ นะครับ "จาคะ" ไม่ใช่ "ทาน" ถ้าคิดดี ๆ นี่เป็นอัจฉริยภาพของผู้ถามด้วย

แล้วจาคะมันแปลว่ากระไรเล่า? เบื้องต้นมันแปลว่า สละออก บริจาค ซึ่งก็ไม่เห็นจักแตกต่างจากคำว่า "ทาน" หรือการให้ เท่าไหร่เลย

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำวินิจฉัยคำถามนี้แล้ว ลงความเห็นไว้สั้น ๆ ว่า "ถ้าทำให้ถึงสังขารุเปกขาญาณ จาคะตัวเดียวก็ไปนิพพานได้"

เอาละซี นอกจาก "จาคะ" แล้ว ยังมีบาลียาวเหยียดมาให้เวียนเฮดอีก ๑ คำ คือ "สังขารุเปกขาญาณ" ยิ่งตาลายเข้าไปใหญ่ 

มาแยกศัพท์กันก่อนครับ สังขารุเปกขาญาณ มาจาก สังขาร(การปรุงแต่ง) + อุเบกขา(วางเฉย) ซึ่งก็คือการวางเฉยในการปรุงแต่ง ศัพท์พวกนี้ศึกษาไป ปฏิบัติไป เดี๋ยวก็เข้าใจไปเองครับ ตอนนี้เอาแค่ความหมายกว้าง ๆ ไปก่อน

ในคำสอนของหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านย้ำเป็นระยะ ๆ ครับว่า "ถ้าฉลาดพอ" ฉะนั้นการฟังคำสอนของท่าน แล้วใช้แต่สัญญา หรือความจำ บางทีไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร บางทีก็หลงผิดไปเลยก็มี ฉะนั้นต้องพินิจพิจารณาให้รอบคอบ

สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ก็ยึดมั่นในคำสั่งสอนแนวทางการปฏิบัติของท่านมาโดยตลอด สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในความเป็นข้าพเจ้า ก็คือ "ความตึ๋งหนืด" นั่นเอง ท่านสอนว่า การให้ทานสามารถบรรเทาความตระหนี่ได้ แต่พรรษาแรก ข้าพเจ้าก็ทำเรื่อยมา

การรบกับกิเลส ต้องเรียกว่า ตายเป็นตายครับ มาเหยาะ ๆ แหยะ ๆ ไม่ได้ กิเลสเอาไปกินหมด

ทำทาน ก็ต้องทำชนิดที่เรียกว่า ทำกันแบบเอาชีวิตเข้าแลก

สมัยแรก ๆ ก็ทุ่มทุนสร้างครับ ถือว่า บวชเข้ามาห่มผ้าเหลืองแล้ว สละหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไฟแรงสุดขีด มีเงินเท่าไหร่ ทำบุญจนหมดตัว ซึ่งเห็นผลรวดเร็วจริง ๆ ครับ แต่ฆราวาสไม่ควรเลียนแบบ เป็นนักบวชนี่ดีอย่าง ไม่ต้องกลัวอดตาย ทำให้รบกับกิเลสได้เต็มมือ ฆราวาสนี่ต้องรบแบบยั้ง ๆ เพราะทำบุญจนเบียดเบียนตัวเอง พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ  การทำบุญแบบยั้ง ๆ บางทีก็มาพร้อมกับ "ความกลัวขันธ์ ๕ หรือร่างกายลำบาก"

สำหรับนักบวชนี่ ตัดทิ้งไปเลยครับ แค่ทำทานของนอกกาย จักไปลำบากขันธ์ ๕ กระไรมากมาย ช่วงแค่ไม่กี่เดือนแรกของการบวช ทำบุญไปเป็นแสนครับ เพราะคิดว่า คงบวชไม่นาน ต้องทำบุญให้เต็มที่ และทำบุญในผ้าเหลือง มีอานิสงส์มากกว่านอกผ้าเหลืองเป็นแสน เป็นล้านเท่า

ช่วงนั้นก็ยังแคร์เรื่องอานิสงส์ เรื่องเนื้อนาบุญอยู่ครับ เจอพระดีนี่ทุ่มไม่อั้น ประเภทอื่นก็ลดลงไปตามลำดับ แต่ทำทานชนิดหัวไม่วาง หางไม่เว้น ทำทุกวัน ทำทุกโอกาส ไม่เลือกว่า ทำบุญแบบนี้อานิสงส์มาก ทำเยอะ ๆ ทำบุญแบบนี้อานิสงส์น้อย เพราะฉะนั้นฉันไม่ทำ เช่น ทำทานกับสัตว์เดรัจฉาน อานิสงส์น้อยยิ่งกว่า ทำทานให้ขี้เมา แล้วถ้าเทียบกับถวายทานให้แด่พระอริยะแม้เพียงเบื้องต้น อานิสงส์แตกต่างกันชนิดเทียบไม่ได้ แต่ก็ทำครับ ทำทุกวันด้วย (นี่ไม่ใช่มาคุยโม้ว่า ข้าพเจ้าทำทานมากนะครับ <เพิ่งทำมาแป๊บเดียวน้อยเดียว> แต่เป็นการเล่าประสบการณ์การปฏิบัติ และผลของมันในชีวิตจริงให้อ่านกัน) เพราะคิดว่า เรื่องอานิสงส์นี่ไม่ควรมีอิทธิพลต่อการทำทานมากเกินไป หากคิดแต่จักเอาอานิสงส์ ก็ยังไม่พ้นจากการทำทาน "เพื่อตัวเอง"

อาจแย้งว่า คนเราก็ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น อย่างหยาบก็ทำเพื่อความมั่งมีในชาติต่อ ๆ ไป อย่างละเอียดก็เพื่อให้ตัวเองพ้นทุกข์นิพพานในชาติปัจจุบัน ทั้งนี้ความ "เพื่อตัวเอง" ต้องพอดี ๆ อย่าให้มันเกินไปจนกลายเป็น "เห็นแก่ตัว" อยู่วัดตัวเองอิ่มอ้วนเกษมสำราญ แต่หมาแมวรอบวัดผอมกะหร่อง เพราะทำทานกับสัตว์เดรัจฉานมีอานิสงส์น้อย อย่างนี้ก็เกินไป

และปฏิปทาหลวงพ่อท่านก็มีเมตต