โลกแห่งคลื่น ตอนที่ ๑

posted on 04 Jan 2010 23:47 by akkarakitt in Experience

เอ็นทรี่สุดท้ายก่อนเข้าป่า ครับ 

หมายเหตุ : เอ็นทรี่นี้มาจากความฟุ้งขณะเดินบิณฑบาต ไม่รับประกันความถูกต้องใดใด

นานเท่าไหร่แล้วไม่ทราบ ที่เขาค้นพบว่า "อะตอม" เป็นอนุภาคที่เล็กที่สุด

ถัดมาอีกหลายสิบปี เขาก็ค้นพบว่า ในอะตอมที่ว่าเล็กที่สุดแล้ว ยังประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กกว่าได้แก่ นิวเคลียสอยู่ตรงกลาง ประกอบด้วยอนุภาคโปรตรอน นิวตรอน แล้วมีอิเล็คตรอนเล็ก ๆ วิ่งวน ๆ อยู่รอบ ๆ

ต่อมาเขาก็ค้นพบอนุภาคที่เล็กกว่าโปรตรอน นิวตรอน ที่ประกอบขึ้นเป็นนิวเคลียส อีกกว่า ๔๐ ชื่อ

เมื่อไม่นานมานี้ ควอนตัมฟิสิกส์ก็ค้นพบว่า ละเอียดที่สุดแล้ว อะตอมกลายเป็นเพียงคลื่น คล้ายกับหลักอนัตตา (ไม่มีตัวตน/ไม่ใช่ตัวตน) ของพุทธศาสนา นักควอนตัมฟิสิกส์นิยามโลกเสียใหม่ว่า สสารทั้งหลายล้วนประกอบขึ้นด้วยคลื่น ยิ่งกว่านั้นยังสามารถพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ด้วยสิ

แม้วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์จักก้าวหน้าไปถึงเยี่ยงนั้น จนมีบางคนถึงกับเชื่อว่า หากพัฒนาแนวคิดไปให้บริสุทธิ์ถึงจุดหนึ่ง ก็จัก "ตรัสรู้" หลุดพ้นตามพระพุทธเจ้า ธรรมะที่พระบรมสุคตตรัสรู้ กลับละเอียดลึกซึ้งไปกว่านั้นมากมาย และไม่มีวันที่วิทยาศาสตร์แขนงใดใดจักเข้าถึงด้วยการ "คิด" เอา (คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดแล้วถึงรู้ แต่ต้องอาศัยคิด/ธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็ออกมาจากจิตที่บริสุทธิ์ หรือจิตที่เป็นพุทธะเพียงหนึ่งเดียว)

เพราะสิ่งที่ละเอียดที่สุด ไม่ว่าในจักรวาลไหน ๆ ก็คือ "ใจ" ของเรานี่เอง ธรรมะของพระพุทธองค์จึงเป็นจริงมากว่าสองพันห้าร้อยปี ก็เพราะเป็นความจริงเกี่ยวกับ "ใจ" ของเรานี่เอง ไม่ว่าอีกร้อยปีล้านปียาวนานแค่ไหน "ใจ" ของสัตว์โลกไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยังประกอบด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานเหมือนเดิม

วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์สามารถพิสูจน์ได้ว่า กราฟคลื่นไม่ว่ารูปร่างมันจักหงิกงอพิลึกกึกกือแค่ไหน ล้วนมีคลื่นมูลฐานเป็นองค์ประกอบ คลื่นมูลฐานนั่นเรียกว่า "คลื่นรูปซายน์" หรือ sine wave ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น

 



คลื่น A เมื่อนำมาแยกสัญญาณด้วยฟิลเตอร์แล้ว ได้คลื่น B ผสมกับ คลื่น C หากคลื่น C เป็นสัญญาณที่เราไม่ต้องการ เราจักเรียกคลื่น C ว่า noise หรือสัญญาณรบกวน (สัญญาณรบกวน เป็นสมมุติบัญญัติที่ใช้นิยามสัญญาณที่เราไม่ต้องการ) ถ้ากราฟหงิกงอมากกว่านี้ ก็หมายถึงประกอบด้วยคลื่นรูปซายน์มากกว่านี้มากมาย 

น่าประหลาดเหลือเกิน ครับ ที่ใจคนเราก็เหวี่ยงไปมาเป็นซายน์เวฟ หรือซิมเปิ้ลเพนดูลั่ม (การแกว่งของลูกตุ้ม) เช่นกัน ลองสังเกตดูครับ เมื่อไหร่ที่เราเป็นสุขมาก ไม่นานความทุกข์มากก็จักตามมา (เพลง Live and Learn จึงโดนใจคนหมู่มาก เพราะมันไปตรงกับธรรมชาติของจิต) เมื่อไหร่จิตสงบมาก ไม่นานความฟุ้งมากจักตามมา แกว่งขึ้นลงเป็นสัจธรรมของโลก

ถ้าเอาความสุขของปุถุชน กับความสุขของพระอริยเจ้ามาพล็อตกราฟ ก็อาจได้ดังนี้

 


 

จักเห็นได้ว่า ความสุขของปุถุชนด้านล่าง (อยู่ในแดนลบ หรือแดนทุกข์ขิง ๆ) เทียบไม่ได้เลยกับความสุขของพระอริยะด้านบน ความสุขของปุถุชน ประกอบด้วยคลื่นรบกวน หรือ noise มากมายมหาศาล ทั้งยังแกว่งด้วยความถี่สูงมาก ตามผัสสะที่มากระทบ บุคคลผู้ได้ฟังธรรม อาจถอยออกมายืนดูชีวิต และเห็นฟังก์ชั่นรูปซายน์ของใจตนเอง แล้วลดความถี่ของการกระเพื่อมไหวในใจตนเองได้

ปุถุชนผู้มีความสุขมาก มิใช่ว่า มีจิตแนบไหลไปตามกราฟขึ้นลง กราฟชีวิตขึ้นสูงมาก ก็เป็นสุขมาก กราฟชีวิตลงต่ำ ก็เป็นทุกข์ แต่ถอยออกมาแล้วเห็นว่า ชีวิตก็ประหนึ่งซายน์เวฟ เคลื่อนที่ขึ้นลงไปตามกาลเวลา และเหตุปัจจัย อีกนัยหนึ่ง คือ เข้าใจยอมรับความเป็น "ซายน์เวฟ" ของชีวิต เมื่อสุขเข้ามา ก็ไม่สุขจนเกินไป ไม่คิดว่า สุขมันจักถาวร เป็นสุขอย่างนี้เรื่อยไป เมื่อทุกข์เข้ามา ก็ไม่คิดว่า มันจักอยู่คงทน ใดใดในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง คลายความยึดถือสิ่งต่าง ๆ ในโลก ก็มีความสุขมากขึ้นตามกำลังใจที่คลายความยึดถือนั้น

ใจของพระอริยะนั้น ไม่ได้เคลื่อนไหวขึ้นลงรวดเร็วเช่นปุถุชน แต่เคลื่อนขึ้นลงไปตามธรรมชาติ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่ง จิตของพระอริยเจ้า คือจิตที่ถูกกรองสัญญาณรบกวน หรือ noise ออกแล้ว สัญญาณรบกวนลำดับแรกของคนเรา ก็มาจากกาย หรือรูปขันธ์ของเรานั่นเอง พระอริยะเบื้องต้นสามารถกรองทุกข์ที่เกิดจากกาย จนไม่สามารถกระทบใจได้ พระอริยะเบื้องสูงขึ้นไปแม้ทุกข์ที่เกิดจากใจ ก็ไม่กระทบ กราฟความสุขจักค่อยราบเรียบขึ้นเป็นลำดับ จนถึงที่สุด เป็นสุขถาวร (เป็นกราฟขนานกับแกนวาย/ไม่ใช่ขนานกับสาววายนะจ๊ะ) ไม่ขึ้นกับเวลาหรือปัจจัยภายนอกอีกต่อไป

น่าเสียดายเหลือเกินครับ ที่เวลามาหมดลงแต่เพียงเท่านี้ ไว้ติดตามฟองฟอด ๆ ได้ตอนต่อไปในเดือนหน้า ครับ ฯ

edit @ 18 Mar 2010 12:27:46 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

สาธุทุกความเห็นครับ

เจริญธรรม ฯ

#25 By Dhammasarokikku on 2010-09-05 10:37

พระคุณเจ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่ายค่ะ
คลื่นความคิดของปุถุชน มันหงิกงอได้ใจจัง
อ่านแล้วนำมาเปรียบเทียบความคิดของตนเองในแต่ละวัน ถ้าเขียนเป็นเส้นแล้ว มันยึกยือพิลิกค่ะ

#24 By ตีรณา (117.47.125.94) on 2010-09-04 11:22

ฉันชอบบทความนี้
ชอบมาก ๆ ครับ บทความนี้

ทุกวันนี้พยายามจะไม่ยินดีมาก หรือทุกข์มากเช่นกันครับ

#22 By เจ้าชายน้อย on 2010-03-17 22:28

สาธุครับหลวงพี่

แต่ความเห็นที่ 7 นั่น ก็เป็นความจริงโดยที่เดียว
คนส่วนใหญ่ พอเริ่มพูดเรื่องศาสนาขึ้นมา ก็ปัดไปว่าไร้สาระกันตลอด เรื่้องภพเรื่องชาติ วิญญาณอะไร พิสูจน์ไม่ได้ ปัดว่าไร้สาระกันตลอด
ฉะนั้น ผมก็เห็นด้วยกับความเห็นที่ 7 พอสมควร (ในกรณีคุยกับคนนอกศาสนา หรือนับถือแต่ในบัตรประชาชนน่ะนะครับ)


ส่วนตัวเองตอนนี้ รู้สึกห่างไกลศาสนาอยู่พอสมควร ด้วยห่างไกลเมืองพุทธด้วย (บ้านเมืองนี้ ศาสนาอ่อนแอหลาย ผู้คนเข้าวัดแค่เพื่อขอพรกันอย่างเดียว)

ใจตัวเองก็สั่นไหวอยู่ตลอด พ่ายแพ้ใจตัวเองไปก็นับครั้งไม่ถ้วน หุหุ

แวะเวียนเข้ามาอ่านบล๊อคหลวงพี่ให้ศาสนากลับเข้ามาอยู่ในใจซะหน่อย

Hot! Hot! Hot!

#21 By Witna on 2010-01-18 16:31

อืม
เราทั้งเชื่อ และต้องคิดด้วย
เขาสอนให้ศรัทธา แต่ต้องคิดตามด้วย

Hot!

#20 By ปวดตับ on 2010-01-18 16:19

คงเป็นเพราะ ระยะเวลา 2500 กว่าปี ที่เราได้มีโอกาสใกล้ชิด ครูบาอาจารย์ ทำให้ เราลืม พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็น บรรมศาสดา เอกของโลก เราจึงให้ความสำคัญกับ พระองค์น้อยเกินไป ได้แต่อ้าง ว่า นี่เป็นหลัก พุทธศาสนา โดยลงรายละเอียดด้วยการตีความ ตามจริต ของครูบาอาจารย์แต่ละท่าน ทั้ง ๆ ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้แล้วว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า "ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา" ดังนี้

อานนท์!พวกเธออย่าคิดดังนั้น

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอ ทั้งหลายโดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว

นั่นแสดงให้เห็นชัดแล้วว่า เฉพาะ ธรรมะ+วินัย ที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของ พระตถาคต เท่านั้น ที่เป็นศาสดา

ธรรมะ อย่างอื่น แม้ในเชิงหลักการ จะเป็นคำสอนของพระองค์ พอลงรายละเอียด แต่ละสำนักก็เริ่มตีความ

นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ศาสนาเสื่อม !

ขอพระอาจารย์ Dhammasarokikku พิจารณา งานเขียนอิงพุทธวจนะ ด้วยครับ

ร่วมเผยแผ่ พุทธวจะ ประกาศความเป็น พุทธะ บนทางเลือก ดีกว่า การร่วมประกาศคำของสาวกครับ

เพราะอะไร ติดตาม ฉบับเต็มได้แล้วที่ http://buddhatalk.exteen.com

#19 By บลู เลอสง่า on 2010-01-12 12:57

เข้าท่าๆ

#18 By ผลบอล (110.164.246.107) on 2010-01-07 18:38

ขอบคุณสำหรับคำชวนครับหลวงพี่
คงเป็นโอกาสหน้าแล้วกันนะครับ

sad smile

#17 By ตุ้ย on 2010-01-06 14:31

เมื่อวานความคิดมันผุด
ทบทวนพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ผ่านมา
ชีวิตมันเป็นคล้าย ๆ กราฟอย่างนี้จริงด้วย
sad smile

#16 By ไทดี้ on 2010-01-06 07:18

Hot! Hot! ชอบควอนตัมฟิสิกส์มากค่ะ โลกเราเกิดขึ้นจากคลื่น แต่ที่จริงแล้วจะเป็นคลื่น หรือไม่ใช่คลื่น จะมีตัวตน หรือไม่มีตัวตน มันก็ไม่สำคัญ จริงไหมคะ การพยายามฝืนธรรมชาติตัวเอง การพยายามอดทน ห้ามไม่ให้ใจรู้สึกทุกข์ ยิ่งทำให้ทุกข์หนักเมื่อพบว่าตัวเองหักห้ามใจไม่ให้ทุกข์ไม่ได้

พบเมื่อหยุดคิด เมื่อหยุดคิดจึงรู้ว่าเมื่อทุกข์นั้นไม่มีตัวตนแล้ว วิธีการดับทุกข์จะมีอยู่ได้อย่างไร big smile

#15 By KITADANG on 2010-01-05 23:50

ผมว่าคลื่นของจิตโลกียะ(ชาวโลกย์) มันไม่แค่ sine curve อันสองอันแน่แน่ๆ เอาแค่ปุถุชนปกติ อย่างของผม มันคงเป็นร้อยๆ มารวมกัน มันคงยุ่งเหยิงมากแหละครับ ถ้าจะเขียนด้วยฟังก์ชัน คงเป็น y = A1sin(k1x+ω1t) + A2sin(k2x+ω2t) + A3sin(k3x+ω3t) + ... เขียนไม่จบ

แต่ถ้าของพวกหลุดโลกย์ อันนี้ผมว่าฟังก์ชันเดียว น่าจะอธิบายพอ ฟังก์ชันไม่ซับซ้อนมาก แค่ y = Asin(kx+ωt) ก็น่าจะพอHot!Hot! Hot!

#14 By ABP@BDZ on 2010-01-05 18:42

#7 พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ศรัทธานะครับ อ้างอิงจากธรรมะ หมวด ๕ พละ ๕ รวมทั้งหลาย ๆ หัวข้อ มีศรัทธาอยู่ด้วย

แต่ว่าที่สำคัญคือ ธรรมหมวดใดมีศรัทธา เป็นต้น ต้องมี ปัญญา ประกอบอยู่ด้วยทั้งสิ้น

เพราะศรัทธา ถ้าไม่มีปัญญามากำกับแล้ว ยุ่งแน่ ๆ กลายเป็นงมงายไปเลยก็มี

#13 By mahaoath on 2010-01-05 15:03

ขึ้นลงตลอดเลยครับ ใจของผม
"หยุดคิดแล้วจักรู้" เนี่ย.. ต้องลองปฏิบัติดูค่ะ ถึงจะรู้ว่าหมายถึงอะไร เพราะถ้าไม่ลองลงมือปฏิบัติ ยังไงก็คือการ "คิด" เอาอยู่ดี

#11 By Rinna ♥ on 2010-01-05 12:18

Hot!



"หยุดคิดแล้วจักรู้"
สงสัยเวลาเอาคำสอนมาลงต้องหา link อธิบายมาด้วยแล้วละครับ คนที่ไม่เคยเห็นจะได้ไม่เข้าใจครับ

#10 By Nai on 2010-01-05 11:06

สาธุ ช่างอธิบายได้แจ่มแท้ บารมีธรรมเริ่มแก่กล้าแล้ว

#9 By สกุณา (202.28.35.2) on 2010-01-05 10:35

อะโห แบบนี้ เห็นภาพชัดดีค่ะ open-mounthed smile

Hot! Hot! Hot!

#8 By สส.eVeZaa on 2010-01-05 09:51

ผมมองว่า ในความเป็นจริง คนเราไม่ควรจะศรัทธา
พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่สอนให้ศรัทธา
แต่จะให้คนในโลกมาเสียเวลาลองสิ่งที่ต้องอาศัยบารมีอย่างการนิพพาน มันก็ลำบากใจ
ถ้ามันผิดทางจะทำอย่างไร? นี่คิดในแง่ของคนที่ไม่ใช่คนในศาสนาพุทธนะครับ

วิทยาศาสตร์จึงพยายามด้วยการพยายามทดลอง สรุปผล มีการคำนวนเพื่อหาค่าความจริง เพื่อความแม่นยำ สมการต้องลงตัวทั้งหมด

อย่างน้อยถ้ารู้ว่าผีมีจริง ภพชาติมีจริง ความมั่นใจในการอยากทำบุญเพื่อชาติหน้า ก็มีมากขึ้น ความคิดสะสมบุญไปนิพพานชาติหน้าก็แน่นอนขึ้น ความเกรงกลัว ความละอายต่อบาปก็มากขึ้น

คือจะว่ายังไงดี ผมว่าคนเราไม่ได้อยู่กับสิ่งที่พิสูจน์ได้ แต่อยู่กับสิ่งที่น่าเชื่อถือ
พระพุทธเจ้าสอนให้เราพิสูจน์ ไม่ได้สอนให้เราเชื่อถือ
แต่คนทั่วไปกลัวจะเสียเวลาพิสูจน์ไปแล้วไม่ได้อะไร จึงไม่กล้าพิสูจน์

วิทยาศาสตร์คือสิ่งที่น่าเชื่อถืิอ เพราะมันต้องไม่ผิด
วิธีการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ คือตั้งสมมุติฐานว่ามันผิด แล้วพยายามให้มันผิด ถ้าพยายามยังไงมันก็ไม่ผิด ก็จะยอมรับไว้ก่อนว่ามันถูก จนกว่าจะมีวิธีใหม่ที่บอกได้ว่ามันผิด
แต่ศาสนาให้ใช้ศรัทธานำ มันลำบากใจที่จะเชื่อ และอดทนกับการมีศรัทธาจนตลอดรอดฝั่ง

ที่พูดมาทั้งหมดนี่คืออยากจะบอกว่า การใช้คำทางธรรม ประมาณ หยุดคิดแล้วจักรู้ หรืออะไรแบบนี้ ผมว่ามันทำให้ศาสนายิ่งห่างไกลตัวคน น่ะครับ
เห็นกราฟเหมือนฝันร้าย sad smile

#6 By ไทดี้ on 2010-01-05 09:38

Hot!
ต้องปรับคลื่นให้ได้big smile

#5 By ~aMe~ on 2010-01-05 09:30

หนูเคยคิดกราฟแบบที่หลวงพี่คิดแต่กลัวผิดเลยไม่กล้าพูด sad smile

Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By Cotton on 2010-01-05 09:30

ไปตามเอ็ดดี้มาอธิบายดีกว่า แฮ่
Hot! ดาวที่ค้างไว้แต่คอมเม้นท์ที่แล้วครับ

#3 By mahaoath on 2010-01-05 08:23

อุ๊ปส์ กราฟสุดท้ายว่าจักเขียนว่า เหนือแกนเอ็กซ์ขึ้นไปเป็นนิรามิสสุข ใต้แกนเป็นอามิสสุข ครับ แก้ไม่ทันเสียแล้ว#1ถ้าแกนวายคือความสุขเข้าใกล้อนันต์ ถ้าแกนเอ็กซ์คือเวลาเป็นนิรันดร์ อย่างนี้ผมว่าคงต้องกลับมาแก้ใหม่ สงสัยดัชนีความสุขไปอยู่บนแกนไอ (จินตภาพ) อนันต์ทั้งคู่

#2 By Dhammasarokikku on 2010-01-05 07:41

ชอบแฮะเข้าใจง่ายดีท่าน ค้างดาวไว้ก่อน เม้นทางมือถือแจกดาวไม่ได้ ว่าแต่ ตอนท้ายผมว่าน่าจะขนานกับแกนเอกซ์มากกว่านะครับ ไม่น่าเป็นวาย หรือท่านว่าอย่างไร ? เจอกันที่แม่ฮ่องสอนครับ เจริญยิ่งในพระธรรมวินัยครับ

#1 By mahaoath on 2010-01-05 05:53

Dhammasarokikku View my profile