ช่วงนี้ออกตระเวนกราบครูบาอาจารย์อีกวาระหนึ่ง หลังจากที่ห่างเหินไปนาน หลัง ๆ พอรู้สึกว่า ได้แนวปฏิบัติที่ตรงกับจริตตัวเองแล้ว ก็ไม่ค่อยอยากไปไหนมากนัก แต่ครั้นห่างครูบาอาจารย์ไปนาน ๆ เข้าสนิมก็เกาะ นาน ๆ ไปให้ครูบาอาจารย์เคาะกะโหลกให้สักที ก็ไม่เลวเหมือนกัน

นอกจากจักได้เคาะสนิมแล้ว ยังได้ธรรมะอันระรื่นใจมาฝากกันด้วย

พระอาจารย์ท่านนี้อยู่ที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ มีคนขึ้นเยอะ โดยเฉพาะดารา และคุณหญิงคุณนาย ได้ยินกิตติศัพท์ความเป็นหมอดูแม่น ๆ แล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่ใคร่เชื่อถือนัก เป็นที่รู้กันว่า พระหมอดูมักไม่ค่อยรอดจากโลกธรรม ๘ แต่พระอาจารย์ท่านนี้รอดมาได้ ทั้งอายุก็นิดเดียว จึงน่าสนใจใคร่ไปกราบศึกษาปฏิปทาท่านว่าเป็นเช่นไร

สนทนาธรรมกันตั้งแต่ประมาณ ๒ ทุ่มไปยัน ๕ ทุ่ม แต่รู้สึกเหมือนเวลาเพิ่งผ่านไปแป๊บเดียว ธรรมะที่ท่านแสดง สนุกจริง ๆ ครับ ท่านแสดงไว้หลายเรื่อง แต่เรื่องที่โดน ๆ มีอยู่เรื่องหนึ่ง ถ้าจักเล่าให้ออกรสออกชาติ ต้องพาดพิงไปถึงนิทานของท่านจิตโต นี่ก็ประทับใจจอร์จเหมือนกัน ไม่รู้เคยเล่าไปหรือยัง ถ้าเล่าแล้วก็ขอเล่าซ้ำอีกสักรอบ

Once upon the time, กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว (อุ้ย...ขึ้นต้นแบบนิทานคลาสสิก) ขอเข้าสู่นิทานธรรมะของท่านจิตโตแบบไม่ต้องมีอารัมภบท ณ สระน้ำวันเดอร์แลนด์ที่ยิ่งใหญ่อีหลีสระหนึ่ง หน้าตาสระเหมือนขวานฟ้าหน้าดำในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ช่อง ๗ ตอนเช้า ๆ มีดอกบัวบงกชงามอร่ามเหลือบานแจ้งแจงแวงเท่ากระด้งอยู่เต็มสระ มิได้มีใครเป็นเจ้าของ มีแต่พญาปลาไหลเผือกอยู่ตัวหนึ่งรักษาดอกบัวไว้สำหรับบูชานักพรตนักบวชที่เดินทางมาบำเพ็ญเพียรละแวกนั้น ด้วยความสงบมาหลายร้อยปี

อยู่มาวันหนึ่ง มียักษ์ชื่อทัณฑกะ เหาะผ่านมาทางนั้น หิวน้ำเป็นกำลัง เลยแวะลงดื่มน้ำในสระ เผอิญแกตัวใหญ่ไปหน่อย จังหวะที่แกวักน้ำขึ้นกิน มือแกก็ไปวักเอาดอกบัวมาจนดอกบัวอร้าอร่ามพังพินาศหมด

ร้อนถึงพญาปลาไหลเผือก บัดนี้หน้าแกมิได้ขาวโพลนดั่งโฆษณาไวท์เทนนิ่งแบบปลาไหลเผือกทั่วไปแล้ว กลายเป็นสีแดงก่ำด้วยความโมโหโกรธา พลางตวาดยักษ์ทัณฑกะด้วยเสียงอันดังว่า "อุเหม่... นี่เจ้าเป็นใครกัน บังอาจมาทำลายดอกบัวที่เรารักษามาหลายร้อยปีได้"

"ขออภัย ข้ามิได้มีเจตนาคิดทำลายดอกบัว ข้าแค่หิวน้ำ แล้วลงมากินน้ำเท่านั้น ข้าผิดด้วยหรือ?" ยักษ์ปักหลั่นคัดค้านคำกล่าวหา

"ผิด!!! เจ้าไม่มาขออนุญาตเรา" พญาปลาไหลเผือกอารมณ์เสีย กล่าวโทษยักษา

"ก็ข้ามิได้เห็นใครเป็นเจ้าของ อยู่ในสระนี้ ข้าก็แค่ลงมากินน้ำเท่านั้น ข้าไม่รู้ว่า ท่านเป็นเจ้าของสระน้ำนี้" ยักษ์รูปหล่อประกาศแก้ตัวลั่น

"รู้ไม่รู้ ก็ผิด!!! เจ้ามาทำลายความสุขของเรา ทำลายความตั้งใจอันดีที่เราจักรักษาดอกบัวไว้บูชาผู้ทรงศีล" อย่างไรพญาปลาไหลก็จักเอาผิดแก่ยักษ์ให้จงได้

"ข้าไม่ผิด ก็ข้าไม่รู้" ยักษาเริ่มของขึ้นบ้าง หลังจากชี้แจงเหตุผลแล้ว พญาปลาไหลไม่รับฟัง

"เจ้าผิด"

"ไม่ผิด"

ถกเถียงกันอยู่อย่างนั้น เสียงดังลั่นไปถึงฤๅษีที่บำเพ็ญพรตอยู่ในถ้ำ ท่านจึงออกจากฌานสมาบัติมาดูว่า เกิดเหตุกระไรขึ้น พอมาถึงที่สระก็ไถ่ถามความเป็นไป พญาปลาไหลเผือกก็จัดแจงฟ้องผู้ทรงศีลทันที "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าน้อยอยู่เฝ้าสระนี้มาช้านาน คอยดูแลดอกบัวไว้หวังเพื่อบูชานักพรตผู้มาบำเพ็ญเพียรละแวกนี้ ทุกครั้งที่ดอกบัวบาน ข้าน้อยจักขึ้นมาแลดูอย่างเป็นสุข คอยดูแลทะนุถนอมดอกบัวไว้ มิให้เอนเอียง โดยเอาตัวประคองดอกบัวทั้งหลายไว้ จนกว่าดอกบัวทั้งหลายจักแห้งเหี่ยวไป แต่บัดนี้เจ้ายักษ์พาลตนนี้ กลับมาทำลายสระบัวอันเปรียบด้วยแก้วตาดวงใจของข้าน้อยไปเสียสิ้น"

ยักษาได้ฟังคำกล่าวหาดังนั้น ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ขอฟ้องบ้าง "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าน้อยก็เพียงแต่เหาะมาแถวนี้ เกิดหิวน้ำเป็นกำลัง ก็แวะลงดื่มน้ำ มิได้มีใครมาแสดงตัวว่า เป็นเจ้าข้าวเจ้าของสระน้ำนี้ ข้าน้อยก็แค่ประสงค์จักกินน้ำ ข้าน้อยผิดด้วยหรือ?"

"ไอ้ยักษ์บ้า"

"ไอ้ปลาไหลบ๊อง"

"เอ็งผิด"

"ข้าไม่ผิด"

ทั้งสองฟ้องฤๅษีดาบสเสร็จก็กลับไปถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดงต่อไป

"ยู๊ดดดดด.....สะต็อปปุ" พระฤๅษีปรามด้วยเสียงดังพอประมาณ "ผิดทั้งคู่นั่นแหละ"

ทั้งสองหันขวับมาทางพระฤๅษี ทำหน้าอย่างกับจักกินเลือดกินเนื้อ แล้วถามเสียแข็งขึ้นพร้อมกันว่า "ข้าน้อยผิดอะไร"

"ตั้งใจฟังเราสิ" พระฤๅษีบอกด้วยสำเนียงเรียบเย็น "พวกเธอผิดเพราะเธอทำลายความดีของเธอเอง ไม่ได้ผิดที่ทำลายข้าวของภายนอก แต่ทำลายความดีภายใน"

เจ้ายักษ์แหวใส่พระฤๅษีทันใด "ข้าน้อยทำลายความดีตรงไหน ก็ถ้าข้าน้อยไม่กินน้ำ ข้าน้อยก็หิว เกิดทุกขเวทนา เป็นโทษแก่ตัวข้าเอง ข้าน้อยกินแล้ว ก็บรรเทาทุักขเวทนา ข้าน้อยทำลายความดีของข้าน้อยตรงไหน"

ส่วนพญาปลาไหลเผือกก็ประมาณกัน "ข้าน้อยก็เช่นกัน ข้าน้อยไม่เห็นจักทำลายความดีของข้าน้อยตรงไหน ความดีของข้า คือ การรักษาดอกบัวไว้บูชาผู้ทรงศีล เจ้ายักษ์ถ่อยตนนี้ต่างหากที่มาทำลายความดีของข้า"

ทั้งสองทำท่าจักทะเลาะกันอีกรอบ พระฤๅษีก็ชิงพูดตัดบทขึ้นว่า "เจ้าทั้งสองลองนั่งลง ทำใจให้นิ่ง ๆ ประหนึ่งน้ำในสระ แล้วตั้งใจฟังเราสิ"

ทั้งสองเลยหยุดถกเถียงนั่งลงแล้วมองไปในน้ำ เห็นน้ำขุ่นคลั่กจากการทุ่มเถียงกัน เลยถามพระฤๅษีว่า "ก็น้ำมันขุ่นออกอย่างนี้ จักให้เรามีใจสงบได้ยังไง"

"ก็น้ำมันขุ่นเยี่ยงนี้หน่ะซี ทำให้เธอมองแล้วไม่เป็นสุข" พระฤๅษีกล่าวต่อไป

"เราอุปมาให้ท่านได้คิดว่า สิ่งที่มันนิ่ง และใส มันดูสงบ ดูเรียบร้อย ดูงดงาม ส่วนสิ่งที่มันกระเพื่อมไหว มันดูขุ่นข้อง ดูเศร้าหมอง ก็ประหนึ่งจิตใจของท่านทั้งสอง ท่านยักษ์นี้แม้หิวน้ำ แต่ก็มิได้ทำลายความดีของตนเอง คือ มิได้ขึ้งโกรธใคร มิได้เอาความหิวมาทำลายความดีของท่าน คือความสงบของท่านเอง ท่านพญาปลาไหลเผือกก็เช่นกัน แม้หนองน้ำนี้ ก็มิได้มีดอกบัวอะร้าอร่ามเช่นนี้มาแต่ต้น มันก็เคยร้างมาก่อน ทั้งดอกบัวทั้งหลาย ก่อนนี้ก็เป็นแค่เหง้าบัว เจริญเติบโตขึ้น แล้วก็เหี่ยวเฉาไป ตามธรรมชาติ แม้ทิ้งไว้สักพักหนึ่ง ดอกบัวก็จักบานงามดังเดิม จิตใจของท่านเองต่างหาก ที่ไปยึดเอาว่า ดอกบัวที่งามเช่นนี้เป็นความดีของท่าน และบัดนี้ท่านก็ทำลายความดีความงดงามของท่าน ด้วยการส่งเสียงทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยความโมโหโกรธาดังไปจนถึงที่ที่เราอยู่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้อยู่กันด้วยความสงบและน้ำในสระก็ใสสะอาด ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง"

นิทานเรื่องนี้สามารถนำมาอุปมาเทียบกับแผ่นดินขวานทองของเรา ทุกวันนี้จิตของคนไทยไม่นิ่ง ไม่สงบ ปั่นป่วน ดูเศร้าหมอง แบ่งแยกความคิด แบ่งขั้วความเห็นกันชัดเจน สามารถทะเลาะกันทุกครั้งหากเอ่ยเรื่องการเมืองขึ้นมา มันก็เหมือนยักษ์ กับพญาปลาไหลเผือกในนิทานเรื่องนี้นั่นแล สระรูปขวานนี้กำลังมัวหมองขุ่นคลั่กเพราะเรากำลังทำลายความดีของตนเอง

ความดีของเราคนไทย คือ เราเป็นคนรักสงบ ถ่อมตน มีความสามัคคี รักชาติบ้านเมือง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ว่าดีหรือร้ายเราก็ยิ้มให้อภัยกันเสมอ เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน

แต่บัดนี้เราทั้งหลายกลับเอาแต่เพ่งโทษผู้อื่น ไม่เห็นโทษของตัวเอง เรากำลังทำลายความดีของตนเองกันอยู่ครับ โดยมีจุดเริ่มมาจากการเมือง ลามไปยังส่วนต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การขับรถ เรามักไม่โทษตัวเอง เวลาเราขับรถไม่ดี แต่พอใครมาปาดหน้าเรา เราก็แทบจักตามไปเชือดเขาให้ตายคารถ

พระอาจารย์ท่านนั้น บอกว่า คนไทยกำลังขาดทานชนิดหนึ่งอย่างยิ่ง นั่นคือ "อภัยทาน"

เราเฝ้าฝึกความไม่ให้อภัยคน จากความขัดแย้งทางการเมืองนี่แล

เหนือความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นไป มันคือกิเลส "โทสะ" ครับ กิเลส "โทสะ" ความโกรธ ครอบงำใจเราอีกที การเมืองมันเป็นแค่เรื่องมายั่วให้เราโกรธ แต่เราเป็นผู้ลงมือโกรธด้วยตนเอง ฝึกโกรธทุก ๆ วัน ความดีของคนไทยก็ค่อย ๆ น้อยลงทุกวัน

คนเรามักไปรู้เรื่องที่โกรธ แต่ไม่รู้ว่า จิตตัวเองกำลังโกรธ เช่น คนเสื้อแดง ก็รู้ไปหมดว่า เสื้อเหลืองไม่ดีอย่างไร มันน่าโมโหโกรธาอย่างไร มันไม่น่าให้อภัยอย่างไร มันมีวาระแอบแฝง มีผลประโยชน์อย่างไร รู้ไปหมด แต่ไม่รู้ว่า ใจตัวเองกำลังโกรธกำลังไม่ให้อภัย ทำนองเดียวกัน คนเสื้อเหลือง ก็รู้อีกนั่นแหละ ว่าคนเสื้อแดงมีผลประโยชน์กระไร คิดทำสิ่งใด ไม่น่าให้อภัยอย่างไร แต่ไม่ได้รู้ใจตัวเองสักนิดว่า กำลังโกรธ กำลังโทษผู้อื่น

ขัดแย้งกันแรก ๆ ก็อ้างเหตุทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ขัดกันนานไป กลายเป็นขัดเพื่อคงไว้ซึ่งอัตตาตัวตน ความเชื่อ ความคิดของตน "เขา" บ่มเพาะความเกลียดชังขึ้นในใจของคนไทย "เขา" กำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะการลงทุนของเขาเริ่มให้ผล "เขา" กำลังจักประกาศชัยชนะเหนือคนไทยทั้งปวง "เขา" คนนั้น คือ "กิเลส" ในใจเรานั่นเอง

ถ้ารัก "พ่อหลวง" จริง ไม่ต้องไปเอาชนะใครที่ไหน ครับ ขอให้เราทุกคน เอาชนะ "กิเลส" ในใจเราให้ได้ พ่อหลวงของเรา จักมีความสุขอย่างยิ่ง เพราะบ้านเมืองจักร่มเย็นเป็นสุข

พระอาจารย์ได้เทศน์สอนถึงพระพุทธพจน์ที่ข้าพเจ้าได้ยินบ่อยเหลือเกินว่า "อัตตนา โจทยัตตานัง" จงโจทก์โทษความผิดของตนไว้เสมอ แต่ลึกซึ้งไปกว่าที่เคยได้ยินนั่นคือ "เราโจทก์โทษตัวเรา ครั้งหนึ่ง เราก็ได้ปัญญาญาณ ครั้งหนึ่ง" แล้วอรรถาธิบายต่อไปว่า ถ้าเรามัวแต่โทษผู้อื่น เราจักไม่ปรับปรุงตัวเองเลย แต่ถ้าเราหมั่นโทษตัวเอง เราก็จักพัฒนาแก้ไขตัวเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็คือ ปัญญาญาณ นั่นเอง

ฟังแล้วซาบซึ้งใจมาก ครับ

ยกตัวอย่างเช่น เราขับรถแล้วมองป้ายไม่ทัน ขับเลยทางออก เรามักโทษว่า "ป้ายมันห่วย คนทำป้ายมันห่วย ทำไมไม่ทำป้ายเตือนไว้แต่เนิ่น ๆ" แล้วก็แค่นั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงกระไร ครั้งหน้าเราขับรถเลยอีก ก็โทษอีก ไม่เห็นเกิดประโยชน์กระไร แต่ถ้าเราหัดโทษตัวเอง "โอ... นี่เราขับรถเร็วเกินไป เลยไม่ทันเห็นป้าย หรือ นี่เราขับรถแบบใจลอย เลยไม่เห็นป้าย" เช่นนี้ เราก็จักพัฒนาตนเองด้วยการขับรถให้ช้าลง มีสติมีสมาธิในการขับรถมากขึ้น นี่เอง ปัญญาญาณที่เกิดจากการโทษตนเองก่อน

ข้าพเจ้าขอเสริมอีกนิดก็แล้วกันว่า ในทางกลับกัน "เราโทษผู้อื่นครั้งหนึ่ง เราก็เสริมมานะ-ความถือตัวถือตนขึ้นครั้งหนึ่ง" เพราะการที่เราจักกล่าวโทษผู้อื่นได้ เราก็ย่อมต้องคิดว่า เราดีกว่าเขา เราเก่งกว่าเขา เรารู้มากกว่าเขา เราเห็นถูกกว่าเขา หลวงพ่อพระราชพรหมยานสอนไว้ว่า เมื่อไหร่ที่เราเห็นว่าตัวเองดี เราก็เลวเมื่อนั้น

นอกจากนี้ การฝึกโทษตนเอง ยังทำให้เราให้อภัยผู้อื่นได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะเมื่อโทษตนเองบ่อย ๆ จักเห็นได้ว่า เราเขาก็ไม่ต่างกัน มีผิดพลาดพลั้งเผลอได้เหมือน ๆ กัน ถูกกิเลสบีบคั้นเหมือน ๆ กัน และมีเหตุผลสำหรับการทำกระไรสักอย่างหนึ่งเสมอ เหมือน ๆ กัน เหมือนนิทานที่ยกตัวอย่างมา ยักษ์ก็มีเหตุผลของยักษ์ พญาปลาไหลเผือก ก็มีเหตุผลของเขา และฟังเข้าท่่าทั้งคู่ ในมุมมองของแต่ละคน ถ้าเพียงเรารู้จักให้อภัยกัน เมตตากัน โลกเรานี้ก็น่าอยู่ขึ้นมากมาย เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ครับ

หลังจากได้สนทนาแล้ว ข้าพเจ้าก็หมดความสงสัย รู้สึกว่า โลกนี้ช่างกว้างใหญ่นักหนา จริยาพระดีนั้น ไม่อาจคาดเดาได้จริง ๆ พระหมอดูที่พ้นไปจากโลกธรรม ๘ ก็มีอยู่เหมือนกัน และข้าพเจ้าโชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดในประเทศไทย ในยุคที่คำสอนของสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดายังอยู่ครบถ้วน ท่านบอกอีกว่า ที่เมืองไทยมีพระอรหันต์เยอะ ก็เพราะที่นี่บำเพ็ญบารมีง่าย ไม่เหมือนอีกหลายประเทศ เช่น พม่า บำเพ็ญบารมียาก เพราะทหารกดพระภิกษุไว้ใต้อำนาจ หรือประเทศอื่นอาจไม่มีเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมเลย

รักเมืองไทยเหลือเกิน ครับ

เจริญธรรม ฯ

edit @ 2 Jan 2010 15:45:40 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

เป้นนิทานสนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกsad smile double wink surprised smile embarrassed question open-mounthed smile open-mounthed smile big smile

#33 By aom (112.142.225.132) on 2010-10-06 09:30

ขอบพระคุณครับ

ในอีกด้านหนึ่ง การมองหาโอกาสในการปรับปรุง (โดยไม่ตำหนิ หรือกล่าวโทษผู้อื่น) ในเชิงระบบ เพื่อป้องกันความพลาด ก็น่าจะเป็นสิ่งจำเป็นนะครับ

เช่นกรณีป้ายที่ท่านยกขึ้นมา หากป้ายเห็นได้ไม่ชัดจริง เช่น มีต้นไม้บัง หรือใช้สีผิดพลาด หรือขนาดเล็กเกินไป เป็นต้น ก็ควรต้องนำไปแก้ไขในเชิงระบบ เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ (สำหรับตนเอง และผู้อื่นด้วย) นะครับ

#32 By aaax on 2010-08-25 08:18

ขอบคุณสำหรับบทความนี้
สาธุ big smile

#30 By 47 (119.42.126.169) on 2010-02-15 14:03

Hot! Hot! Hot! สาธุค่ะ

#29 By JaNG on 2009-12-30 13:18

big smile Hot!

#28 By หมีบ้า on 2009-12-29 19:28

เปรียบเปรยได้เจ๋งมากHot!

#27 By LhinKo^_^ on 2009-12-29 17:44

ขอบคุณสำหรับการแว้บไปคอมเม้นท์นะคะ
sad smile

#26 By i-KornCoins on 2009-12-29 15:29

สาธุ
Hot! Hot! Hot!

อยากให้คนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง มาอ่านจริง ๆ เลยค่ะ

#25 By 12345 on 2009-12-29 12:36

สาธุทุกความเห็น ครับ

รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย
อย่าไปรักกันตอนที่ชาติล่มสลายไปแล้ว
เหมือนประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลายเลย

เจริญธรรม ฯ

#24 By Dhammasarokikku on 2009-12-29 04:10

สาธุค่ะ Hot!

เดี๋ยวนี้เราก็พยายามจะว่าตัวเองเหมือนกันค่ะ
พอจิตใจมันจะโลเลว่าคนอื่น ก็พยายามพร่ำบอกตัวเองว่า
เอาตัวเองให้รอดก่อน อย่าไปสนใจใคร รู้สึกเดี๋ยวนี้ดีขึ้นตั้งเยอะ confused smile

*****

พี่รินนาได้แจกหนังสือของหลวงพี่มาให้ด้วยค่ะ
พอน้องชายได้อ่านก็ขยันใส่บาตรอาทิตย์ละ 2-3 วันเลยค่ะ ซึ้งในคำสอนมากๆ

#23 By timo on 2009-12-29 02:02

สาธุ Hot!

#22 By นักรบ on 2009-12-28 21:36

นมัสการ อนุโมทนา สาธุครับ

ผมก็เพิ่งมาเห็นบล็อกหลวงพี่วันนี้นี่เอง
ฝีมือการเขียนบล็อกของหลวงพี่สุดยอดมากครับ
ผมก็ถวายดาวแดงแรกเป็นปฐมฤกษ์เลยนะครับ ครั้งแรกหลังจากเปิดบล็อกHot!

#21 By ABP@BDZ on 2009-12-28 21:22

Hot! สาธุ....

#20 By kororo on 2009-12-28 19:18

สาธุครับ Hot! Hot! Hot!
อ่านแล้วมองตัวเองเห็นจริงขึ้นอีกโข
ขอบพระคุณครับ big smile

#19 By Katuar on 2009-12-28 18:17

สาธุค่ะbig smileHot!

#18 By toma on 2009-12-28 17:54

สาธุ

#17 By mini-teddy on 2009-12-28 16:53

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#16 By Rinna ♥ on 2009-12-28 16:41

อ่านจบแล้ว ได้คิดตาม ก็จริงดั่งท่านว่าค่ะ
ความผิดคนอื่นเรามักมองเห็นว่าใหญ่โตและชัดเจนนัก
แต่พอเป็นความผิดของเรา ก็หาข้อแก้ตัวต่างๆนานาไป
เพราะมนุษย์เองก็ยึดถือในอัตตาของตนสินะคะ
เรื่องการเมืองนี่ก็น่าละเหี่ยใจจริงๆ เห็นมีแต่ทะเลาะกัน
โทษกันไปมา เสียเลือดเสียเนื้อโดยใช่เหตุ
เห็นด้วยจริงๆว่าปากก็บอกว่าทำเพื่อประเทศชาติ แต่ดูๆแล้ว
คงทำเพื่อตัวเองเสียมากกว่า ด้วยความอยากเอาชนะอีกฝ่าย

โอ่ววว พูดไปก็ยาวเหยียด

ตัวเองก็เป็นล่ะค่ะ เวลาที่อีกฝ่ายทำผิด
มักจะชอบกล่าวโทษเขาซะมากมาย หายโกรธก็ยากอีก
ฮา sad smile sad smile sad smile sad smile

แบบนี้ต้องรู้จักพิจารณาและอภัยให้เป็นนิสัยแล้วล่ะค่ะ

ถ้าเราหมั่นโทษตัวเอง เราก็จักพัฒนาแก้ไขตัวเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็คือ ปัญญาญาณ นั่นเอง

ประโยคนี้มันโดนได้อีก

ขอบคุณค่ะที่เอามาเล่าสู่กันฟัง

สาธุๆ Hot! Hot! Hot!

#15 By สส.eVeZaa on 2009-12-28 16:29

โทษตัวเองประจำเลย แต่ยังไม่ทำให้ให้อภัยคนอื่นง่ายขึ้นเลยค่ะ เหอะๆ สงสัยคงต้องฝึกอีกนานแล้วก็เยอะๆด้วย

#14 By Paa orKant on 2009-12-28 12:32

Hot! big smile

#13 By Nai on 2009-12-28 12:31

ขอบคุณครับ

ได้อ่านธรรมะดี ๆ แต่เช้าเลย Hot!

#12 By นายอุ๊ย!! on 2009-12-28 11:21

Hot!

อยากให้คนอ่านเยอะๆ จังค่ะ นิทานเรื่องนี้..
สาธุค่ะ..

#11 By แอ้ on 2009-12-28 10:46

Hot! Hot! Hot!
สาธุ เจ้าค่ะ

#10 By ajchicha on 2009-12-28 10:46

จะจำไว้เลยค่ะ confused smile Hot! Hot! Hot! Hot!

#9 By Cotton on 2009-12-28 08:54

สาธุครับ

แวะมาฟังนิทาน
แวะมารับธรรมะ
แวะมากราบนนัสการ
และ
แวะมาให้ดาวแดง

Hot! Hot! Hot!

big smile big smile big smile

#8 By Nirvana on 2009-12-28 08:20

สาธุ สาธุ สาธุ อาฆาตบรรลัย อภัยหมดเวร Hot!

#7 By mahaoath on 2009-12-28 08:18

อ่านแล้วไม่อินอะ sad smile
คราวหลังเอา mp3 อัดมาเลย

ขอขมาด้วย หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม

#6 By ไทดี้ on 2009-12-28 07:37

Hot! Hot! Hot!

สาธุด้วยคนครับ

อ่านบทความของหลวงพี่ แล้วมองย้อนถึงตัวเอง
การมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองยังงี้ก็ดีอย่าง คือ ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น
( ภาษายังไม่โปร เพื่อนยังน้อย ดีหรือไม่ดีกันหว่านี่ )

พอมองตูตัวเองตอนนี้ก็ ฮืม... เราโทษตัวเองบ่อยขึ้นจริงๆ และด้วยเหตุผลที่ว่ามา ทำให้ไม่ค่อยได้ไปมีเรื่องมีราวอะไรกับใคร
เหตุที่ประสพประจำวัน ก็โทษเข้าตัวเองไป
ชีวิตยังงี้ก็ดีเหมือนกันแฮะ แต่ห่างไกลพระศาสนาจัง
ประเทศนี้มัน... มีก็เหมือนไม่มี... ศาสนา

#5 By Witna on 2009-12-28 02:43

สตอปปุ Hot!

#4 By chubby on 2009-12-28 00:32

Hot!

สาธุค่ะ

สำนวนนิทานดูสมัยใหม่มากเลยค่ะ confused smile

#3 By aleceae on 2009-12-27 23:49

Hot! Hot! Hot! Hot!
สาธุค่ะ
เป็นนิทานภาษิตที่มีสำนวนทันสมัยเหลือเกินค่ะ ชอบ "สตอปปุ" มาก ฮาาาา
แต่ที่ดีกว่านั้น คือคำสอนที่ไร้กาลเวลาของพระพุทธศาสนาค่ะ
จะจดจำไปใช้กับตัวเองนะคะ

#2 By [WINDY] on 2009-12-27 22:51

Hot! สาธุครับ big smile

#1 By Krai W. on 2009-12-27 22:40

Dhammasarokikku View my profile