เสน่ห์ผ้าเหลือง

posted on 12 Feb 2009 09:20 by akkarakitt in Experience

เมื่อคืนเกิดอาการปวดหลังขึ้นเล็กน้อย ต่อเนื่องมาถึงตอนเช้า ก็เลยคิดทบทวนไป เราไปทำอะไรมาหนอ วันวานก็เป็นวันแห่งการใช้ขันธ์ ๕ อย่างหนักหน่วงอีกวันหนึ่ง ครับ เริ่มตั้งแต่บิณฑบาตไปตามปกติ ว่าจะไปดูคอมฯให้พระที่วัดท่่าพระสักหน่อย ไปพบรายการนอกแผนที่วางไว้ คือ การบริจาคโลหิต ซึ่งหลวงพี่ที่วัดท่าพระเขาบริจาคกันเป็นประจำทุกสามเดือน ส่วนข้าพเจ้าถ้ามีโอกาส หรือนึกได้ ก็บริจาค นึกไม่ได้ หรือลืม ก็ห่างเหินไป

บ่ายจักมีญาติโยมเอาเสื้อกันหนาวมาบริจาค ๑๐๐ ชุด ก็คิดว่า น่าจะแพ็คกระจายเป็นหลาย ๆ กล่อง โดยเสริมของอย่างอื่น รวมลงไปในกล่องหนึ่ง ๆ ด้วย จักได้กระจายน้ำหนักกันไป และของบริจาคจักได้ถึงมือผู้ยากไร้ได้อย่างทั่วถึง มิใช่ไปกระจุกตัวอยู่หมู่บ้านใด หมู่บ้านหนึ่ง ช่วงเช้าก่อนบริจาคเลือด จึงนั่งประกอบกล่องไว้ ๕ กล่อง และเอาของบริจาคที่ญาติโยมเอามาลงไว้ที่วัดท่าพระ รองก้นกล่องไว้ก่อน

ตอนบ่ายก็นัดเจอกับโยมที่บริจาคเสื้อกันหนาวที่วัดราชสิทธาราม ครับ เพื่อบรรจุหีบห่อ ยา เครื่องเขียน หนังสือเรียน และอื่น ๆ ที่มาจากวัดใหญ่ชัยมงคล รวมไปกับเสื้อกันหนาว แพ็คได้ ๓ กล่อง ก็ยกขึ้นรถ ครับ หนักมากทีเดียว

เสร็จแล้วก็ย้ายสำมะโนครัว ไปลุยแพ็คที่วัดท่าพระต่อ ได้อีก ๒ กล่อง ก็ยกขึ้นรถ  หนักมากอีกเหมือนกัน มีอาการเพลียนิดหน่อย ก็คิดว่า คงเป็นเพราะการบริจาคเลือด เสร็จแล้วก็เดินทางไปขนส่งนิ่มซีเส็งที่พุทธมณฑลสายสอง

ขณะเดินทาง นั่งไปในรถ ก็รู้สึกโหวง ๆ เอ๊ะ... นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ เหมือนเรากำลังอยู่ในโลกแห่งความฝัน โลกก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามทางของมัน ความคิดของเราก็เปลี่ยนเวียนไปเช่นกัน เราก็แค่เล่นละครให้ผ่านฉากชีวิตไปวัน ๆ

หากวันนี้ข้าพเจ้าไม่ได้โกนหัว ห่มผ้าเหลือง ข้าพเจ้าอาจจะกำลังชี้นิ้วสั่งให้ลูกน้องไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย อาจกำลังนั่งอยู่ในห้องแอร์ คำนวณอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วก็สั่งให้คอมฯ ประมวลผลไป อาจกำลังวิ่งโปรเจ็คมูลค่าหลายแสน หรือหลายล้าน อาจกำลังวิเคราะห์ราคาหุ้น ทองคำ น้ำมัน อยู่ในบริษัทหลักทรัพย์ที่ไหนสักแห่ง ข้าพเจ้าอาจกำลังนั่งกระดิกเท้า นับเงินเดือน อย่างที่เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันส่วนใหญ่กำลังนับอยู่ เกือบครึ่งแสน แต่วันนี้ข้าพเจ้ากำลังทำอะไรอยู่ แบกหามสิ่งของที่หนักเกือบเท่ากระสอบข้าว ราวกับกุลี

พ่อแม่ของข้าพเจ้า ส่งเสียให้ข้าพเจ้าร่ำเรียนจนจบปริญญาตรี จากสถาบันชื่อดัง มีเกียรติภูมิ เชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล หมดเงินไปเป็นสิบล้าน เพื่อให้วันนี้ข้าพเจ้า มาใช้ชีวิตเป็นกรรมกรเยี่ยงนี้หรือ?

อะไรหนอที่ยอดเยี่ยม เลิศเลอ เพอร์เฟ็ค จนสามารถกระชากข้าพเจ้า จากโต๊ะทำงาน ในออฟฟิสหรู ติดแอร์เย็นฉ่ำ มาเดินขอข้าวชาวบ้านกิน

ใครหลายคน คงไม่เข้าใจ สิ่งที่ข้าพเจ้าทำอยู่ จักทำไปหาพระแสงด้ามสั้นอะไรฟระ ทำเพื่อเป็นคนดี ให้คนอื่นรับรู้ว่า เป็นคนดี ทำเพื่อจักได้มีชื่อเสียงว่า เป็นคนมีเมตตา สงเคราะห์คนยากจน งั้นรึ? ทำไมต้องพาตัวให้ลำบาก พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เดินทางสายกลางมิใช่หรือ? ทำเช่นนี้ เป็นอัตตกิลมถานุโยค หรือเปล่า? ทานนั้น ก็ทำให้พอดี ๆ เพราะทำให้ตาย ก็ไม่เท่าการรักษาศีล และไม่เกินการเจริญภาวนา เป็นพระต้องเน้นไปที่สองตัวหลังซี ทำทานนั้นมันงานของโยม

ก็ไม่แปลกหรอกครับ ที่จะไม่เข้าใจกัน เพราะข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน... ตึกโป๊ะ!!!

การเดินทางอันยาวนานของความคิด ความเชื่อ พาข้าพเจ้ามาไกลเหลือเกิน ย้อนคิดไปถึงวันวาน ข้าพเจ้ามาถึงตรงนี้ได้อย่างไรหนอ

จากที่เคยทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง ไม่สนใจใยดีคนรอบข้าง ถึงตอนนี้ ข้าพเจ้ากำลังทำอะไร ทำเพื่ออะไร ทำเพื่อใครบ้าง ก็ไม่รู้เลยสักอย่างเดียว รู้แต่ต้องทำ

จากวันที่งมงาย เชื่ออะไรง่าย ๆ แบบสุด ๆ จนถึงวันนี้ แม้จะงมงายน้อยลงมาก ก็ยังเชื่อง่ายเหมือนเดิม

มองย้อนไปแล้ว ก็ให้นึกนิยม คนเราถ้านิยมความงมงาย เชื่ออย่างไม่มีเหตุผลรองรับ ประเภทน้อมใจเชื่อ ที่เรียกว่า อธิโมกข์ศรัทธา หรือพวกสัทธาจริต ถ้าโชคดีไปเชื่อสิ่งที่เป็นกุศล เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็สามารถเข้าที่เข้าทางได้ไวเหมือนกัน ฉะนั้น อย่าไปประมาทคนที่เขาเชื่ออะไรง่าย ๆ นะ เห็นเขาหน่อมแน้ม โง่งมเหงือก ถ้าเขาจับทางถูก เผลอแผล็บเดียว ก็แซงพรึ่ดพวกที่เชื่ออะไรยาก ๆ ไปเลย เพราะพวกที่เชื่อยาก มัวแต่คิดใคร่ครวญอยู่

ดูอย่างพระสารีบุตรซี ใช้เวลาตั้ง ๑๕ วันกว่าจะบรรลุธรรม ขณะที่พระโมคคัลลานะ ใช้เวลาแค่ ๗ วัน และศรัทธา ก็พาหลุดพ้นได้ ผู้เลิศกว่าภิกษุอื่น หรือเป็นเอตทัคคะด้านเป็นผู้มีสัทธาธิมุติ หลุดพ้นจากกิเลสด้วยความศรัทธา ชื่อว่า พระวักกลิ

กระนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญ การใช้ปัญญาคิดใคร่ครวญ แบบพระสารีบุตร มากกว่า วิมุตติแนวอื่น เพราะแนวอื่น ถูกพาให้หลงไปได้ง่าย คนที่เชื่อในกุศลง่าย ก็เชื่อในอกุศลง่ายเหมือนกัน ต้องมีปัญญากำกับ 

ขอสารภาพอย่างไม่อายเลย ครับว่า สมัยแรกที่บวช ก็บวชด้วยความงมงายอย่างแรง ไม่เคยคิดเลยว่า จักบวชได้นานขนาดนี้ และยังไม่มีกำหนดสึก

ตอนนั้นบวชเพราะถูกทักว่า ดวงกำลังตกครับ ท่านเจ้าอาวาสที่ จ.กาญจนบุรี บอกให้รีบมาบวชสะเดาะเคราะห์นาน ๓๒ วัน

 

นี่ใกล้จะครบ ๓๒ เดือนแล้ว

 

และอาจไปสึกเอาใกล้ ๆ ครบ ๓๒ ปี (ตอนนั้นคงอยู่ในหลุมเรียบร้อยแล้ว) ตอนนี้ก็ทำตัวเป็นพระไททาเนี่ยม (สึกยาก) ไปเรื่อย ๆ มีความสุข

อะไรพาให้เวลายืดยาวมาไกลขนาดนี้ครับ

หรือผ้าเหลือง ทำให้ความคิดของข้าพเจ้า เดินทางด้วยความเร็วเข้าใกล้แสง แกนที หรือแกนของเวลาจึงยืดออก ตามหลักปริภูมิเคลื่อนที่ของไอน์สไตน์

อะ... ไม่ใช่ละ

ฤๅข้าพเจ้าจักหลง "เสน่ห์ผ้าเหลือง" เข้าให้แล้ว

 

เสน่ห์ผ้าเหลืองหน้าตาเป็นอย่างไร

 

๑. กินอาหารฮ่องเต้หลากเมนูทุกวัน เคยไหม ครับ ตื่นขึ้นมา ไม่รู้จะกินอะไรดี มันเบื่อไปหมด ไอ้นี่ก็เพิ่งกินไปวันก่อน ไอ้นั่นก็เพิ่งกินเมื่อวาน ไอ้โน่นก็เบื่อซะแล้ว สมัยเรียนเพื่อน ๆ จะมีเมนูสิ้นคิด ครับ คิดไม่ออก บอกเอ็มเค ไม่รู้มันอร่อยอะไรนักหนา ถึงต้องไปเข้าคิวรอกิน เหมือนผีขอส่วนบุญ สมัยก่อนบวช อาจจะเปลี่ยนมาเป็นฟูจิ กระมัง สมัยนี้ไม่รู้แล้ว อาจจะอยู่แถวสยามพารากอน หรือ เอสพลานาด กระมัง

มันเหนื่อยตรงคิด ตรงค้นหาร้านที่น่าพอใจ ตรงตัดสินใจ และตรงต้องหาเงินมาจ่ายค่าโฆษณา หรือค่าการตลาดที่แพงกว่าค่าอาหารมากนี่ละ ครับ ถ้าตัดสินใจพลาด ก็จะได้กินของไม่อร่อยราคาแพง แถมจักถูกด่าไล่หลังตามมาด้วย จากคนที่ไปกินด้วยกัน

แต่ตั้งแต่มาสัมผัสเสน่ห์ผ้าเหลืองเข้าไป ก็ไม่ต้องมาเหนื่อยอีกเลย ครับ

ทุก ๆ วัน ได้ขบฉันอาหารแสนอร่อยฝีมือระดับฮ่องเต้ทุกวัน แถมเมนูไม่ซ้ำกันอีกต่างหาก ไม่มีเบื่อ ทั้งไม่ต้องกังวลด้วยว่า วันนี้จะมีอะไรกิน จะกินอะไรดี จะมีเงินไปซื้อกินหรือเปล่า เพราะไม่ต้องซื้อ และไม่มีโอกาสได้เลือก ครับ มีคนทำให้กินอย่างราชา เอาอกเอาใจสารพัด

ไม่เชื่อหรือครับ? ต้องลองเข้ามาสัมผัส 

เหตุผลหรือ ครับ ก็เป็นเพราะต้องอดข้าวเย็นหน่ะซี เช้าขึ้นมาจะรู้สึกโหย เหมือนจะกินควายได้สักสองสามตัว อาหารใส่บาตรธรรมดา ๆ ก็กลายเป็นอาหารเหลาไปในบัดดล พะโล้ฮ่องเต้, แกงไก่ชาววัง, ไข่เจียวเทวดา ทรงเครื่อง, เต้าหู้อมฤต ปาท่องโก๋เทพ โพธิ์งาม และอีกมากมาย ไม่เคยซ้ำกันเลย แต่ละวัน

ยิ่งเป็นอาหารที่ญาติโยมใส่เครื่องชูรสพิเศษลงไปด้วย ยิ่งเด็ดสะระตี่ ครับ

พวกเธอมักใส่ "หัวใจ" ของเธอลงไปด้วย ครับ อาหารที่ทำด้วยหัวใจที่คิดจะทำบุญนั้น อร่อยเกินเปรียบ ครับ

อย่ากระนั้นเลย มาบวชกันดีกว่า ครับ

๒. ชุดเดียวเที่ยวทุกงาน เคยไปงานราตรีสโมสร งานแต่งงาน งานศพ หรืองานสังคมอื่น ๆ ไหมครับ พวกสาว ๆ ต้องตัดชุดใหม่ หรือควานหาชุดแบรนด์ดังกันจ้าละหวั่นทีเดียว ต้องเดิ้นไม่น้อยหน้าใคร ต้องแรงสุด หรืออย่างน้อย ๆ อาจแค่ไม่ถูกหาว่าเชย หรือใส่ซ้ำกับงานที่แล้ว ชุดนี้สำหรับเที่ยวกลางคืน ชุดนี้สำหรับเที่ยวกลางวัน ชุดนี้ไปงานใหญ่ ชุดนั้นไปงานเล็ก เดี๋ยวนี้ผู้ชายก็สำอางน้อยเสีียที่ไหน ชุดเต็มตู้ไปหมด

เสน่ห์ผ้าเหลืองนั้น จะเข้าป่า หรือไปอวยพรเจ้าบ่าว เจ้าสาว หรือเข้าเฝ้าขอถวายพระพร พระเจ้าอยู่หัว ก็ชุดเดียวครับ มีผ้าสามผืน ดูแลก็ง่าย ซักแล้วตาก ไม่ต้องรีด ผ้าก็แห้งอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องจ้างแม่บ้านมาซักให้ ไม่ต้องมีตู้เสื้อผ้า และที่สำคัญ ไม่ต้องซื้อด้วยครับ

ทรงผมก็ทรงเดียว ว่ากันยาวตลอดปีตลอดชาติ มิต้องพึ่งแฮร์สตูดิโอ เสียค่าตัดผมกันทีเป็นร้อยเป็นพัน ทำทรงผมเทรนด์เกาหลี ทรงสกินเฮดนี่ทันสมัยตลอดกาล ครับ ท่านให้ไว้ทรงนี้มาตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว ฝรั่งเพิ่งจะมาฮิตไม่กี่สิบปีเอง พระพุทธเจ้าของเรานำสมัยมั่ก ๆ ค่ะ ค่าตัดผมก็แค่ใบมีดขนนกใบเดียว ๗ บาท เดือนละครั้ง แหล่มไหมล่ะ

ถ้าท่านไม่เคยสัมผัส ความปลอดโปร่ง จากการไม่ต้องกังวลเรื่องเสื้อผ้า การแต่งกาย ทรงผม หรือลุคของตัวท่าน ท่านจะไม่มีวันเข้าใจเลย ครับ ฉะนั้นหากอยากทราบว่า มันมีเสน่ห์เช่นไร ต้องลองเข้ามาสัมผัส ครับ

๓. บ้านก็ไม่ต้องเช่า ไม่ต้องผ่อน หญิงชายวัยกลางคน เชื่อว่า ต้องมีภาระหนี้สินค่าบ้าน หรือไม่ก็ค่าเช่าบ้านกันทั้งนั้น ครับ พวกเงินผ่อนนี่ ก็ไม่ต่างอะไรจากพวกเช่าหรอก ครับ เพราะส่งกันทีสามสิบสี่สิบปี ส่งกันจนเหลนออกลูกเป็นโลน โหลนออกลูกเป็นเหลือกแล้ว ยังผ่อนไม่หมดเลย ภาระพวกนี้ สร้างความกังวลให้โดยไม่รู้ตัว ครับ รู้สึกตัวอีกที ก็เข้าไปอยู่ในกรงเรียบร้อยแล้ว กรงขังความคิด ครับ เหล่ามนุษย์เงินเดือน จักไม่กล้าแตกแถว เหมือนนักการเมืองไม่กล้าย้ายพรรค ครับ เพราะมันไปโยงกับเสถียรภาพในการทำงาน ถูกเลย์ (มันฝรั่ง) ออฟ (ยากันยุง) เมื่อไหร่ ความเครียดจากภาระที่แบกอยู่หลังแอ่น จะพุ่งปรี๊ดจนปรอทแทบแตก หรือแม้เพียงหนาว ๆ ร้อน ๆ ยังไม่ทันถูกยากันยุงกลิ่นมันฝรั่ง ก็สร้างความกังวลให้ไม่น้อย

เสน่ห์ผ้าเหลืองอยู่ที่ไม่มีการแจกยากันยุงกลิ่นมันฝรั่ง หรือมันฝรั่งรสยากันยุง ครับ ไม่มีภาระใด ๆ ให้กังวล เรื่องที่อยู่อาศัย ครับ และเช่นกันครับ ถ้าท่านเริ่มต้นชีวิตทำงานด้วยการกู้เงินซื้อบ้าน ปัจจุบันท่านจะอยู่กับความเครียด ความกังวล เสียจนชินครับ ไม่รู้ตัวว่า มีความกังวลซ่อนอยู่ในใจลึก ๆ ลองมาโกนหัวห่มเหลืองสักครั้ง ท่านจักรู้สึกว่า เบาสบายยิ่งกว่าโมเดสอัลตร้าซอฟต์

๔. ป่วยก็รักษาฟรี ได้ยินมาจากผู้มีอายุนิดส์นึงครับ ว่าสมัยนี้ ต้องทำงานเก็บเงินไว้รักษาตัวเมื่อยามแก่ เพราะเดี๋ยวนี้เงินล้านเข้าโรงพยาบาล ก็อยู่ได้แป๊บเดียว บางคนก็ซื้อความกังวลนี้ ด้วยการทำประกันสุขภาพครับ ซึ่งก็หมายถึงภาระที่การส่งเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าท่านมาอยู่ในผ้าเหลือง สบายแฮ ครับ มีอะไรก็ไปโรงพยาบาลสงฆ์ ฟรีตลอดรายการ เสาร์อาทิตย์มีญาติโยมมาถวายของทำบุญเยอะแยะอีกต่างหาก

๕. ปลอดอบายมุข ข้อนี้ซาบซึ้งใจกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากครับ พระองค์สอนไว้ในมงคลสูตรว่า คบคนพาล พาลไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล แถมยังแจกแจงลักษณะของ มิตรแท้ มิตรปฏิรูป ไว้เสียแม่นยำ ข้าพเจ้าตอนเด็ก ๆ ไม่ได้เรียน ครับ มาเรียนเอาตอนโต คบเพื่อนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก สนุกสนานเฮฮาไปวัน ๆ ครั้นมาดูสิ่งที่ท่านแจงไว้ อุ๊ย... นี่ข้าพเจ้าหลงคบเพื่อนประเภท "ชวนในทางฉิบหาย" นี่หว่า

ซาบซึ้งถึงอกถึงใจแล้ว เลยไม่ได้ติดต่อเพื่อนกลุ่มนั้นอีกเลย สองปีกว่าแล้วครับ

หรือถึงแม้จักเจอกันอีก ข้าพเจ้าก็มีผ้าเหลืองคุ้มครองครับ รับรองว่า ไม่มีใครกล้ามาชวนไปเที่ยวรัชดาซอยเสี่ยว ซอยนมหก หรือซอยแปดเปื้อน อตก. ทองหล่อ กึงกะหมู กิก๊าบ๊วย เอสคูโด้ เอ็กซ์โซติก้า เปียโน สีลมซอยสอง หลังสวน ทูซิต เหม่งจ๋าย อาร์ซีเอ นวมินทร์ หรือแม้กระทั่งถนนข้าวสาร เป็นแน่แท้

เหตุผลข้อหนึ่ง ของการหลงใหลในเสน่ห์ของผ้าเหลือง ก็คือ จักได้รักษาศีลให้เพียบพร้อมครับ ข้าพเจ้ารู้ใจตัวเองดีว่า ขืนครองเพศฆราวาส คงมิอาจทัดทานแรงรบเร้าของเพื่อนฝูงเป็นแน่ ศีลรักษาได้ ก็เป็นความสุขอีกขั้นหนึ่ง จ๊าบมาก ๆ สมควรมาลองดูครับ ไม่ลองปฏิบัติดู ไม่มีวันเข้าใจ ครับ คิดว่า ศีลเป็นข้อวัตรที่ทำได้ยากเย็น ฝืนอกฝืนใจ ครั้นได้ลองทำแล้ว จะรู้สึกได้ถึงความสุข ระดับที่ฆราวาสหาไม่ได้ ถ้าไม่ชอบใจก็ลาสิกขากันได้

๖. เวลาว่างบานเลย งานก็ไม่ต้องทำ อยากเที่ยวไหนก็ได้เที่ยว อยากทำอะไรก็ได้ทำ รู้สึกไหมครับ ว่าเรามักจะมีอะไรที่อยากทำ แต่ต้องรอไว้ว่างก่อน มีบางที่ที่อยากไปเที่ยว แต่ก็ต้องรอวันหยุดยาว  บางอารมณ์อยากให้ทุกวันเป็นวันอาทิตย์เสียให้หมด

บวชแล้ว โคตรว่างเลยครับ อยากไปปาย เสม็ด ภูเก็ต เจ็ดย่านน้ำ ไปได้ทุกที่ ไม่ต้องรอวันหยุด ไปไหนมาไหน ก็ไม่ต้องเตรียมตัวมาก ไม่ต้องแบกกระเป๋าใบเท่าบ้าน หรือพกตังค์ไปเป็นฟ่อน มีกล่องข้าววิเศษ เจ๋งยิ่งกว่าแค็ปซูลอาหารของโดเรม่อน แค่ใบเดียว ก็เที่ยวไม่รู้จบ

กล่องข้าววิเศษนั่น ชื่อ "บาตร" ครับ

๗. ทำอะไรก็เป็นบุญไปหมด ถ้าท่านพิศวาสการทำบุญมากเป็นพิเศษ โอ้โฮ... อยู่ในผ้าเหลืองนี่ทำแม้วอะไรก็เป็นบุญไปหมดครับ หาข้าวกิน ก็เป็นบุญ ไปสวดมนต์ ก็เป็นบุญ ไปรับผ้า ก็เป็นบุญ หรืองานบุญใหญ่ ๆ ที่ฆราวาสแสวงหาทำกันยากเย็น เช่น การบวชพระสัก ๑ รูป ไปบวชอยู่วัดใหญ่ ๆ ช่วงเข้าพรรษามีให้บวชเป็นโหลครับ

๘. มีความสุข ครับ จากการปลอดข้อกังวลหลากหลายในชีวิต และไม่ข้องแวะกับสิ่งเสื่อมทรามทั้งหลาย มีเวลาศึกษาธรรมะ ซึ่งธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็จบลงที่กายนี้ใจนี้ ได้ดูจิตดูใจตัวเองทั้งวี่ทั้งวัน คนเรามักทุกข์เพราะรู้ไปเสียทุกอย่างเลยครับ ยกเว้นรู้กายรู้ใจตัวเอง

๙. ไม่มีใครให้ห่วง แฟนก็ไม่มี ลูกหลานพ่อแม่ญาติพี่น้อง ก็ล้วนเปลี่ยนสถานะไป เพราะได้เกิดใหม่ในผ้าเหลือง เรื่องการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ก็ไม่มีสิ่งใดจักประเสริฐเท่าการได้บวชอีกแล้ว พ่อแม่ได้อาศัยเกาะชายผ้าเหลือง เป็นที่พึ่งทางใจ ของพ่อแม่ในยามแก่ชรา หรือแม้เมื่อท่านจากไปแล้ว

นับข้อดีของการบวช ได้เยอะแยะขนาดนี้ ความจริงมีมากกว่านี้อีกครับ คัดมาเฉพาะที่นึกออก และเข้าใจได้ง่าย ๆ ความสุขทางใจที่ละเอียดกว่านี้ มีมหาศาลยิ่งขึ้นไปอีก มาบวชกันเถอะครับ เอ็กซ์ทีนจักได้มีพระบล็อกเกอร์ ไว้อัพธรรมะให้กระจายไปทั่วทุกหัวระแหง

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล.ใครอยากทราบว่า อาหารฮ่องเต้หน้าตาเป็นอย่างไร กด Ctrl + a แล้วขึ้นไปอ่านใหม่ ครับ

ปล.๒ เมื่อวานเย็นได้ไปสวดศพด้วยแฮะ ดำผุดดำว่ายแทบตาย เขากล้านิมนต์ ข้าพเจ้าก็กล้ารับนิมนต์ ทั้งที่สวดผิด ๆ ถูก ๆ วัดที่อยู่นี้ นาน ๆ จักได้สวดอภิธรรมทีหนึ่ง ครับ ที่เคยท่องไว้เลยคืนครูไปเรียบโร้ยหมดแร้ว

edit @ 2 Apr 2011 15:27:30 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

ได้แต่อยาก...
ไม่เป็นไร บวชกายไม่ได้ บวชใจก็ยังดี big smile Hot!

#36 By นักรบ on 2011-04-02 15:25

#34

รักษาศีล ๕ ไว้ แล้วทำบุญแรง ๆ ตั้งอธิษฐานหนัก ๆ อธิษฐานเรื่อย ๆ ทำบุญทุกอย่างขอให้ได้เกิดเป็นผู้ชาย ก็ไปเป็นผู้ชายได้ มันขึ้นกับจิตสุดท้ายเป็นสำคัญนะ หากเราอธิษฐานไว้เรื่อย ๆ ก็จักเป็นแรงส่งให้เราไปเกิดในภพภูมิที่เราต้องการ

แต่ความจริง ไม่จำเป็นต้องอธิษฐานแบบนั้นก็ได้ หวังเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชาย มันหวังต่ำเกินไป ครูบาอาจารย์สอนให้ตั้งเป้าให้สูงเข้าไว้ จะขึ้นต้นไม้ ก็ให้หวังที่ยอดไม้ อย่าไปหวังกิ่งไม้ หวังยอดไม้ ไปไม่ถึงอาจตกลงมาที่กิ่ง หวังกิ่ง ไปไม่ถึงอาจตกถึงพื้น

ที่ควรคือตั้งเป้าไปนิพพานเลย หากว่า การไปนิพพานต้องผ่านการเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชาย แรงอธิษฐานของเราก็จักพาให้เรามาเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชายอยู่แล้ว

เจริญธรรม ฯ

#35 By Dhammasarokikku on 2011-02-03 19:22

หลวงพี่รู้มั๊ยคะ
ว่าทำยังไงถึงได้เกิดเป็นผู้ชายน่ะ
พลูโต อยากมีโอกาสบวชเป็นพระ บ้างน่ะค่ะ

#34 By พลูโต (115.87.55.204) on 2011-01-30 12:50

ขอบคุณสำหรับบทความนี้
ชุดเดียวเที่ยวทุกงาน กระทบใจเลยค่ะ ทำให้หันมาพิจารณาตัวเองว่าเราสิ้นเปลืองไปกับเสื้อผ้าอาภรณ์มากเกินไปหรือเปล่า ยิ่งนึกย้อนไปยิ่งสลดตัวเองจริงๆ T T


หลังจากนี้เวลาเดินเข้าร้านเสื้อ จะถามตัวเองทุกครั้งค่ะว่าจำเป็นไหม ค่าใช้จ่ายตรงนี้เราสามารถนำไปทำประโยชน์อย่างอื่นที่ยั่งยืนกว่านี้ได้หริอเปล่า ขอบพระคุณมากๆ ค่ะ

Hot!

#31 By aleceae on 2009-02-13 23:04

สาธุค่ะ

#30 By (^_^)/nana on 2009-02-13 22:54

#27

สังฆทาน เป็นไปได้ผมว่าอย่าซื้อจากร้านเลยครับ
เคยไปปฏิบัติธรรมที่วัดปัญญาฯ แล้วท่านแม่ชีแกะถังสังฆทานให้ดู ปรากฏว่าของที่ท่านนำมาใช้ได้ มีไม่ถึง 3ชิ้นเลยครับ จากทั้งหมด

ถ้าอยากทำ ผมแนะนำให้จัดของเองครับ แล้วใส่ถังไป
หรือบริจาคเป็นปัจจัยก็แล้วแต่ครับconfused smile

#29 By qmepiz (58.9.72.127) on 2009-02-13 22:44

#14-#15

สาธุ ครับ

#16

โมทนาด้วยครับ การได้บวชเป็นมงคลของชีวิตจริง ๆ ฝากนิดหนึ่ง หากได้บวชแล้ว ให้สนใจศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ครับ อย่าไปสนใจจริยาคนอื่น พระรุ่นพี่เขาจะทำตัวเช่นไร ไม่ต้องไปสน ครับ สนอย่างเดียวว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่ากระไรบ้าง

การบวชจักมีคุณค่ามาก ครับ

#17

ถูกแล้วละ ทุกศาสนาก็สอนให้เป็นคนดี

แต่ "วิปัสสนา" นี่ มีในศาสนาพุทธเท่านั้น ครับ

#18-#21

สาธุ ครับ

#22

เหมือน #16

#23-#24

สาธุ ครับ

#25

ได้ซี แต่เจอค่าส่ง อาจจะเป็นลมได้นะ ส่งไปที่
พระครูสุวีรธรรมานุยุต (ครูบาอินสม สุวีโร)
วัดจอมทอง
ต.แม่สะเรียง
อ.แม่สะเรียง
จ.แม่ฮ่องสอน
85110
โทร.0899291010

หรือลองไปส่งที่ นิ่มซีเส็งดู กล่องใหญ่ขนาดคนลงไปนอนได้ ก็ไม่เกินสองร้อยบาท อยู่ที่สะพานขาวที่นึงโทร. 022827936, 022828490, 022816218 แ่ละ พุทธมณฑลสายสองที่นึง 024482890-2

หรือแวะเอามาแปะไว้ที่วัดก็ได้ จักได้รวม ๆ กันไป

หนังสือได้ ม.ต้น ก็ดี ม.ปลายก็อาจจะได้ใช้บ้างเหมือนกัน อาจจะต้องเอาไปแจกในเมือง

การ์ตูนก็พอได้ ครับ (มีคนบริจาคฮิเมโกะมาด้วย เห็นมะ)

#26

เดี๋ยวอินทรีย์แก่กล้า ก็เบื่อไปเองแล

#27

จะให้แจ่มก็หาวัดที่พระปฏิบัติดี ๆ หน่อยนะ เป็นไปได้ ก็ไปสืบชื่อคนตายมาด้วย เพราะสัมภเวสีนั่นมีเยอะ ไม่ระบุชื่อ เขาก็ไปแย่งกัน บางทีไม่อิ่ม

เวลาไปทำบุญ อย่าให้มีบาปนำหน้าแม้แต่นิดเดียว มิเช่นนั้น เขาจะโมทนาไม่ได้

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#28 By Dhammasarokikku on 2009-02-13 22:05

หลวงพี่คะ เพื่อนบอกว่าหอพักที่จะไปเช่ามีผี เคยมีคนตกตึกตาย แล้วที่หอก็ไม่เคยทำบุญ ไม่มีศาลพระภูมิด้วย แต่ตัดสินใจจะเช่าที่นี่แล้ว เลยลองเช็คข่าวดู ปรากฏว่าเมื่อปลายปีที่แล้วมีคนงานตกตึกจริง ๆ และเสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาล เลยคิดว่าพอเข้าไปอยู่แล้วจะไปถวายสังฆทานที่วัดอุทิศส่วนกุศลให้เขาซะหน่อย แบบนี้เขาคงไม่มารบกวนใช่ไหมคะ แบบว่ากลัว

#27 By คนหน้าหมี on 2009-02-13 19:14

Hot!
อา....
อนุโมทนาสาธุ

แต่ยอมรับว่าตัวหนูเองยังอยากอยู่กับกิเลศมากกว่านะคะ

#26 By fueyZ on 2009-02-13 17:03

Hot! Hot! อ่านแล้วรู้สึก
ท่านหลวงพี่สุดยอด

จะว่าไป
ถ้าสมมติว่าเราอยากจะบริจาคหนังสือ
(หรือของอย่างอื่นเช่นเสื้อผ้า)
แต่ใช้วิธีแพ็คส่งไป
ทางป.ณ.อะไรอย่างงี้ได้ไหมคับ
มีหนังสือเรียน
แต่ไม่รู้ว่า ต้องการหนังสือเรียนม.ไหน หรืออันไหนที่ขาดแคลน เพราะตอนนี้หนังสือเรียนกับหนังสือที่มี ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือม.ปลายกับความรู้ทั่วไป แล้วก็ที่มีเยอะๆคือหนังสือการ์ตูนคับ @_@...

#25 By MEISANMUI™ on 2009-02-13 15:21

open-mounthed smile เป็นสเนห์ที่คนอย่างหนูสัมผัสไม่ได้เลย อิอิ

#24 By Paa orKant on 2009-02-13 13:52

สาธุครับ

#23 By Krai W. on 2009-02-13 13:40

ฮ่าๆ คิดจะบวชเดือนหน้าพอดีเลย
เข้ามาอ่านเตรียมตัวรับมือความสบาย (เรอะ?)confused smile

#22 By Lullaby-Nocturne on 2009-02-13 13:30

อนุโมธนา ครับบ

#21 By เซงครับ on 2009-02-13 12:41

สุดยอดดดดHot!

#20 By ไปกะเป้ on 2009-02-13 12:26

โมทนาค่ะ Hot!

#19 By lexManarae on 2009-02-13 11:00

ชีวิตกลับมาสู่ความเรียบง่ายครับ big smile

#18 By nora on 2009-02-13 03:03

นมัสการหลวงพี่ครับ
ผมได้อ่านแล้วก็เคลิ้มๆหลงเสนห์ผ้าเหลืองเหมือนกันนะครับ
ถ้าทุกอย่างพอเหมาะพอเจาะก็คงได้ศึกษาพระธรรมจริงๆจัง
แม้ว่าผมจะศึกษาธรรมะจากหลายศาสนา แต่ผมคิดว่าศาสนาพุทธสอนได้ชัดเจนและจัดหมวดหมู่ตรงประเด็นที่สุดแล้วครับ (ผมเชื่อว่าทุกศาสนาที่สนับสนุนให้คนเป็นคนดีนั้น ดีเท่าๆกันนะครับไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่า อาจจะเป็นลางเนื้อชอบลางยา เหมาะกับคนแต่ละคนต่างกันไป)

#17 By Life Goes On on 2009-02-13 01:20

PinG~ สาูธุครับ อิอิ

ปีนี้ครบยี่สิบ ตั้งใจว่าเมษานี้ถ้ามีเวลาจะไปบวชแล้วครับ

confused smile

#16 By Pl@y-M@Te on 2009-02-12 23:11

Hot!


สาธุครับ เหมาะกับคนที่ตัดขาดทางโลกทางสังคมได้จริงๆ เป็นชีวิตที่สงบดีแท้

#15 By on 2009-02-12 23:11

อยากบวชเลย
แต่บวชกายไม่ได้ ขอบวชใจก่อนแล้วกันครับ

อาหารฮ่องเต้ ลิ้มลองมาแร้ว รู้สึกชอบเวลาเช้ามากมาย big smile

Hot!

#14 By นักรบ on 2009-02-12 22:46

#1

อย่ารอเลย ขืนมีให้เบียด คงเบียดทั้งวัน ไม่มีเวลาบวชหรอก

#2

แม่นแหล่ว อิ อิ

#3

ทำทานให้เป็นสังขารุเปกขาญาณ ครับ ภาษาพื้น ๆ ก็คือ ทำจนวางเฉยในขันธ์ ๕ ซึ่งก็คือการสู้กับงานบุญทุกอย่าง โดยไม่สนใจว่า ร่างกายจักลำบากสักเท่าไหร่

บางคนชอบทำบุญด้วยทรัพย์ครับ เท่าไหร่เท่ากัน แต่ถ้าตัวลำบากนิดเดียว เลิกเลย ครับ

แบบนั้นคงถึงสังขารุเปกขาญาณยากหน่อย

ข้าพเจ้าเป็นคนกิเลสหนา ปัญญาควาย ครับ พยายามอย่างถึกควายทุยเท่าไหร่ ก็ไม่เห็นผล ครับ

#4

#5-#9

สาธุ ครับ

#10

ไม่จริงหรอก ครับ บางวัดสวดไม่ได้ พระท่านก็ช่วย
มันอยู่ที่ใจมากกว่า

#11

แม่นแล้ว ครับ

#12

มีเจริญ ก็มีเสื่อม ถอยหลังบ้างก็ได้ ถ้าคิดว่า จะต้องเดินหน้าอย่างเดียว วันใดจำต้องถอยหลัง หรือ จิตมันถอยของมันเอง จักรู้สึกเศร้าหมอง

เจริญก็ธรรมดา เสื่อมก็ธรรมดา ใจไม่สะเทือน อย่างนี้สิ เก็บเลเวล

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#13 By Dhammasarokikku on 2009-02-12 22:36

Hot! ฉันอยากมีเครื่องแบบบ้างค่ะหลวงพี่... ง่ายดีไม่ต้องคิดมาก จริงๆเคยคิดคนเดียวมาตั้งนานแล้วนะคะ ว่าถ้าเป็นผู้ชาย สงสัยได้บวชไปแล้วละเนี่ย... แต่ดันเป็นผู้หญิง ก็เลยคิดว่า อืม.. เกิดมาเป็นผู้หญิงก็อาจจะเพราะต้องทำอะไรบางอย่าง อาจจะมีกรรมให้เดินทางที่ต้องเจอโน่นเจอนี่เยอะๆ กว่าจะผ่านแต่ละขั้นๆ แต่กระนั้นฉันก็คิดว่า ชีวิตนี้ ฉันไม่อยากกลับไปติดลบแล้ว ถึงจะบวชไม่ได้ แต่ก็ต้องไม่เดินถอยหลัง ต้องเดินหน้าไปเรื่อยๆ เก็บเลเวลเรื่อยๆละนะ ^_^

#12 By Rinna ♥ on 2009-02-12 22:00

อาหารฮ่องเต้สุดยอด
นี่แหละนะ เสน่ห์ผ้าเหลือง
อิอิ
ดูเหมือนจะสุขสบายกว่าสามัญชนทั่วไปเลยนะคะเนี่ย

#11 By ลิงหกกะล้ม on 2009-02-12 21:39

เห็นตามนั้นเลยครับท่าน
ช่วงที่ผมเคยบวชเณรอยู่ ได้เจอย่างท่านว่าทุกประการไม่ผิดเพี้ยน
ขาดแต่ว่าไม่ได้ป่วยคาผ้าเหลืองเท่านั้น

ผมเป็นพวกปัญญาทราม ท่องจำคำบวชไม่ได้ครับ
เลยยังไม่กล้าบวชจนบัดนี้

ถ้าใครได้อ่านบทความนี้แล้วคิดจักบวชก็ขอโมทนาสาธุด้วยครับท่าน big smile

#10 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-02-12 21:18

กด แล้ว ค่ะ อ่านสองรอบเลย
อิอิ กลับมาแล้ววววว อย่าลืมมาเทศให้แมวเหมียวฟังอีกนะคะbig smile
ชอบข้อ 8 คะ ใจดูใสสะอาดดี cry Hot! Hot! Hot! Hot!

#8 By Cotton on 2009-02-12 20:15

confused smile ชอบข้อสุดท้ายที่สุดครับ ชีวิตนี้ได้เท่านี้ก็พอแล้ว

#7 By เสี่ยแนน on 2009-02-12 20:12

สาธุ

#6 By ตุ้มเป๊ะ on 2009-02-12 20:05

ิอา... หันไปมองกองงานแล้วชักอยากบวชแก้เครียดซักเดือนสองเดือนบ้างsad smile

ปล อาหารฮ่องเต้สุดยอด
ฮ่า ฮ่า หลงเสน่ห์ผ้าเหลืองอีกรายแล้ว สาธุ สาธุ

#4 By mahaoath on 2009-02-12 19:52

หลวงพ่อเคยเทศน์นิ
ทานบารมี ไปนิพพานได้

ไ้ด้ยังไงนั้น ลืมไปแหล่ว

question

#3 By klu (124.121.187.174) on 2009-02-12 19:48

ชีวิตคล้ายๆผมเลยนะครับ จริงๆนะ

แต่ผมยังไม่ได้บวช

ทุกวันนี้ก็ตัดได้พอสมควรแล้ว


^__________^

อาหารฮ่องเต้ มีเครื่องปรุงที่สำคัญที่สุดคือ "ความหิว" ใช่มั้ยครับ อิๆ

#2 By sansanae on 2009-02-12 19:48

รู้สึกว่าข้อแรกกับข้อสุดท้ายจะทำให้ผมหลงใหลในเสน่ห์ผ้าเหลืองไปด้วยเลยนะครับเนี่ย...


รอให้มีคนไว้เบียดก่อนครับ จะบวชอบรมจิตใจซักปีนึง... 555+

#1 By ซับบาธ... on 2009-02-12 19:33

Dhammasarokikku View my profile