มีข่าวฉาวของพระหนาหูเหลือเกินช่วงนี้ (ปกติก็ฉาวมาตลอด ฉาวมาเป็นระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรละทำตัวเป็นชะนี ลาสิกขาไปปะทังชีวีดีกว่า สมาทิยามิ) ตัวเองก็อยู่ในข้องผ้าเหลือง ปลาเน่าตัวเดียวก็ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล ล่่าสุดก็มีข่าวสะเทือนอารมณ์ กระเทือนศรัทธา ถึงขั้นแปลงเพศ เที่ยวคลับผู้ชาย กระหึ่มประเทศก่อนวันมาฆบูชาไม่กี่วัน ไม่รู้คนอื่นเขาอ่านข่าวแล้วรู้สึกอย่างไร ข้าพเจ้าอ่านไปขำไป จักมีอะไรเลวร้ายกว่านี้อีกไหมเนี่ยะ

ก่อนจักไปถึงปลายทางของการประฌามหยามเหยียด ชนิดไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด ไม่ต้องเป็นผู้เป็นคนอีกต่อไป เรามาติดตามดูความยากเย็นของผู้ตั้งพระศาสนากันก่อน สมเด็จพ่อ พระพุทธเจ้าของเรา ทรงบำเพ็ญบารมีมาถึง ๔ อสงไขย กำไรแสนกัป กว่าจะมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในสมัยที่เกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ มันช่่างเป็นเวลาที่แสนยาวนาน แค่กัปเดียว เขาเทียบกันเล่น ๆ เป็นปีโลกมนุษย์ เท่ากับ สิบยกกำลังร้อยห้าสิบ หรือเลขหนึ่งมีศูนย์ต่อท้ายร้อยห้าสิบตัว ปี หนึ่งอสงไขย มันคือระยะเวลาตั้งแต่จักรวาลเกิดขึ้น จนจักรวาลดับไป หนึ่งอสงไขยประกอบด้วยหลายแสนกัป ฉะนั้นจึงเรียกได้ว่า พระองค์บำเพ็ญบารมีมาแสนนานเหลือเกิน ครับ มิใช่เพียงมาบำเพ็ญทุกรกิริยา ๖ ปี กับนั่งสมาธิเจริญสติ ๑ คืน แล้วได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเลย (ความจริงยาวนานกว่านั้นอีก ครับ ๔ อสงไขยนี่ นับเฉพาะหลังจากได้รับการพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้า ในสมัยที่เกิดเป็นสุเมธดาบสแล้ว)

แต่ละชาติที่พระโพธิสัตว์เกิด ก็มักจักได้เป็นหัวหน้าชาวบ้านเขา ครับ ทำดีแทบทั้งชีวิต ขณะเดียวกัน ก็ค้นหาวิธีหลุดพ้น เพื่อสั่งสอนช่วยให้สรรพสัตว์พ้นจากทุกข์ พยายามเท่าไหร่ ก็ไม่พบ แล้วก็ตายไป จากนั้นก็มาเกิดใหม่ บำเพ็ญบารมีใหม่อีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะมาถึง ๑๐ ชาติสุดท้าย ที่บำเพ็ญบารมีขั้นปรมัตถ์ อย่างที่เราเรียนกันเรื่อง ทศชาติ

ฉะนั้น เป็นเรื่องยากเหลือเกิน ครับ กว่าพระพุทธเจ้าจักอุบัติขึ้นองค์หนึ่ง

ย้อนมาดูชีวิตมนุษย์เรา ครับ กว่าจะมาเป็นเจ๊ดาวให้เราเม้าท์กันสนุกปาก ต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง

ยากเหลือเกินครับ ที่เราจักเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ เพราะจิตวิญญาณในจักรวาลนี้ และจักรวาลอื่น มีมากเหลือเกินจนนับไม่ได้ ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนพยายามชิงไหวชิงพริบลงมาเกิดให้ได้ ภายในโควต้าหกพันล้านคนบนโลก ปริมาณยังไม่ได้หนึ่งในแสนโกฏิล้านของจิตวิญญาณที่รอการเกิดเลย ครับ

ยิ่งสมัยนี้ มีการคุมกำเนิด ทำให้ลงมาเกิดยาก พวกวิญญาณเด็กที่ลงมาเกิดแล้ว ถูกทำแท้ง จึงมีความอาฆาตแค้นมากเป็นพิเศษ เพราะหลังจากรอคอยการเกิดมาเป็นเวลาแสนนาน ยังมิทันได้ลืมตาดูโลก ก็ถูกหม่ามี๊ชิงขูดมดลูกทิ้งเสียก่อน เด็กเหล่านั้น ต้องเวียนวน เป็นผีเด็กเร่ร่อนที่เรียกว่า "สัมภเวสี" หิวโหยไปจนกว่าตนเอง จะหมดอายุขัย ครับ (พวกที่เขาทำไส้กรอกลูกกรอก เขาก็เอาผีเด็กพวกนี้แหละ มาเลี้ยง)

พวกเขามีความแค้นระดับไหน เกิดหักคอสาว ๆ รักสนุกแล้วไม่ป้องกันได้ เขาคงทำไปแล้วละครับ

นี่เขาทำไม่ได้ ก็เลยมาป้วนเปี้ยน สร้างความอิดหนาระอาใจให้หาวเรอกันพอหอมปากหอมคอ ให้พวกแม่ ๆ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พอรู้ได้ว่า "กูโกรธนะ" ไอ้ที่ว่า ทำมาหากินไม่ขึ้น ซวยตลอดชาติ มันยังน้อยเกินไปหรอก กับสิ่งที่แม่ ๆ ทำกับพวกเขา รู้แล้วก็ป้องกันซะนะ (ถ้าป้องกันซะ ไม่มีการปฏิสนธิ เขาก็ไม่ต้องมาเกิด แล้วต้องมาตายเพราะถูกทำแท้ง เป็นสัมภเวสีเร่ร่อน)

ว่าจะคุยเรื่องเจ๊ดาว ไหงเวียนมาเรื่องทำแท้งได้เนี่ยะ อะ... ไม่เป็นไร ไหน ๆ ก็ใกล้ถึงเทศกาลเสียสาวเสียหนุ่มวันแห่งความเลิฟ(แบบสิ้นคิด) ของวัยรุ่นสมัยใหม่ อ่านแล้วจักได้สติเตือนใจขึ้นมาบ้าง พลาดขึ้นมาแล้วจักไม่คุ้ม

ว่ากันถึงความยากเย็นของการเกิดเป็นมนุษย์กันต่อไป หลังจากเจ๊ดาวผ่านการเวียนว่ายในสังสารวัฏมาระยะหนึ่ง เกิดเป็นหมูหมากาไก่ ตามแต่บุญแต่กรรมที่ทำมา ที่สุดก็ได้บรรจุ เตรียมลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ยากเหลือเกินครับ ที่เจ๊ดาวจักได้มาเกิดเป็นมนุษย์มีอาการครบ ๓๒ เพราะที่แฉลบไปเกิดเป็นคนพิการเสียก็มาก

ยากยิ่งขึ้นไปอีก ครับ ที่มีอาการครบ ๓๒ แล้ว จักได้เกิดเป็นผู้ชาย (ปัจจุบันยิ่งเห็นชัด ครับ เพราะผู้หญิงแทบจะครองเมืองแล้ว)

มีความดีเพียงพอจักให้เกิดเป็นผู้ชายแล้ว เผอิ๊ญวิบากกรรมที่ทำไว้แต่ชาติปางก่อน มาส่งผลให้มีจิตวิปริตผิดเพศ วิบากกรรมที่ทำให้ต้องมาเกิดเป็นตุ๊ด ไม่พ้นเรื่องศีลข้อกาเม ครับ

อย่างไรก็ตาม กรรมดีที่ทำไว้แต่ปางก่อนก็เอนกอนันต์ ครับ ส่งผลให้ได้มาเกิดในประเทศไทย จักมาเกิดที่นี่ได้ มีโควต้าเพียง ๖๐ ล้าน จาก ๖,๐๐๐ ล้านเท่านั้น ครับ คิดเป็นโอกาสเพียงหนึ่งในร้อยเท่านั้น

ได้มาเกิดในประเทศไทยดีอย่างไร ครับ ดีตรงที่ได้พบพระพุทธศาสนาหน่ะซี เกิดไปอยู่ในอูกานดา คงไม่มีโอกาสได้สนใจธรรมะ เพราะแค่จะหาอาหารเลี้ยงท้องไปวัน ๆ ยังยากเลย

หลังจากจิตเจ๊ดาวได้มาเกิดเป็นมนุษย์มีอาการครบ ๓๒ เป็นผู้ชาย(แม้จะฝักใฝ่จะเป็นเพศอื่นก็ตาม) ได้อยู่ในประเทศที่ศาสนาพุทธเฟื่องฟู ก็ยังยากอีกเหลือเกิน ครับ ที่มนุษย์ผู้ชาย จักได้สนใจธรรมะ ลองดูตัวเราเอง หรือเพื่อนผู้ชาย รอบตัวท่านซี มีอยู่สักกี่เปอร์เซนต์ที่สนใจศึกษาธรรมะ ส่วนใหญ่เกินร้อยละแปดสิบ ก็ไหลไปกับโลก ไม่ได้ใส่ใจศึกษาธรรมะแต่อย่างใด

แม้จิตเจ๊ดาวใฝ่ศึกษาธรรมะแล้ว ก็ยังยากอีก ครับ ที่จักได้พบคำสอนที่ตรง ที่ใช่ เพราะมีคำสอนอยู่หลากหลาย ดาษดื่น ถูกบ้าง ผิดบ้าง บิดเบี้ยวบ้าง เหยเกบ้าง บ้างเพี้ยนไปจนจำเค้าเดิมแทบไม่ได้ แต่ละสำนักก็บอกว่า ของตนถูก ของตนดี ของตนเริ่ดที่สุด ลัดสั้นที่สุด ยากเหลือเกินที่จักได้พบคำสอนที่ตรงกับพุทธโอวาทดั้งเดิม

เอาละ สมมุติว่า จิตเจ๊ดาว คลำมาจนเจอคำสอนที่รู้สึกว่า ถูกจริต เกิดศรัทธาในพระศาสนา ก็ยังยากอีกนั่นแหละ ที่จะปลงใจ ปลงผม ปลงหนวด ถอดเสื้ออาร์มานี่ ยีนส์ดีเซล รองเท้าปราดา กระเป๋าติงต๊อง ผละจากญาติ จากเพื่อน สละความสะดวกสบายทางโลก หันมาครองผ้ากาสาวพัสตร์ ที่ห้ามกินข้าวมื้อเย็น ห้ามโซดเบียร์เย็น ๆ ห้ามท่องราตรี และห้ามเสพเมถุนธรรม ที่ปกติเจ๊ดาวทำอยู่เป็นประจำ

ใน ๖๐ ล้านคนในประเทศไทย มาถึงตอนนี้ เหลือเหล่าผู้กล้าโกนหัว เพียงสามแสนคนทั่วประเทศเท่านั้น ครับ (ปัจจุบันได้ข่าวแว่ว ๆ มาว่า เหลือเพียงแสนหน่อย ๆ เท่านั้น)

ในสามแสนนั้น ก็ใช่ว่า จะบวชเข้ามาเพื่อหวังพระนิพพานกันเ้สียหมด บวชเข้ามาด้วยหวังอย่างอื่นก็มาก ถูกบังคับให้บวชก็มี บวชเพราะมีเหตุผลส่วนตั๊วส่วนตัวก็แยะ หรือเมื่อแรกอาจหวังในกุศล อยากได้บุญ อยากหลุดพ้น แต่ไม่ได้เจอหลักคำสอนที่ถูกต้อง หรือใจผู้บวชไม่เข้มแข็งเอง นานวันไป ทนข้อจำกัดของวัตรปฏิบัติ หรือกิเลสยั่วยุ ไม่ไหว ก็พากันฉิบหายไปเสียก็เยอะ ดังกรณีเจ๊ดาวเป็นตัวอย่าง

หลุดรอดจากอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส มาได้ ก็ไม่แน่ครับว่า จักหลุดพ้นได้หรือไม่ แค่หลักคำสอน ก็มีให้เรียนหลากสไตล์ ทั้งนักธรรมตรี โท เอก บาลี ๙ ประโยค อภิธรรม ๗ คัมภีร์ ในขณะเรียนก็ยังต้องเป็นผู้ทรงศีลไปด้วย ทำกิจของสงฆ์ไปด้วย แค่เป็นนักเรียนธรรมดาก็ยากเย็น น่าหน่ายแหนงแล้ว นี่เป็นนักเรียน ที่เรียนธรรมะทั้งวัน ไม่มีออกไปชิว ๆ ที่ไหน  พร้อม ๆ กับต้องปฏิบัติวัตรอันเคร่งครัดไปด้วย จักไปดูตุ๊กตาไบลธ์ที่พารากอน หมดสิทธิ์ ครับ มีหวังโดนด่าไปทั้งเมือง สอบเสร็จจักไปเที่ยวบู๊ซ เที่ยวผับ ฉลองสอบเสร็จ ก็ไม่ได้ ต้องฉลองก๊งน้ำปานะอยู่กับกุฏิ อย่างเริ่ดสุดที่พอทำได้ นาน ๆ ที ก็สั่งหมูกระทะ สุกี้ หรือ อาหารดิลิเวอรี่ทั้งหลาย มาฉลองกับเพื่อน ๆ พระที่วัด ครับ

เรียนจนจบแล้ว ก็ต้องมานั่งวิเคราะห์วิจัยกันหัวแทบแตก กว่าจะรู้ว่า อันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ เพราะคำสอนที่ไม่ใช่นั้น มีดาษดื่นเต็มตลาด ครับ พาให้คนหลงไปติดกับทาน ติดกับสมาธิ หรือหลงคิดไปว่า นิพพาน มีสภาพสูญ กันก็มากมาย รู้หลักปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว ก็ยังไม่แน่ครับว่า จักปฏิบัติได้จนสำเร็จหรือไม่

มาถึงตรงนี้ พระอรหันต์นี่ นับถ้วนแล้ว ครับ มีเพียงไม่กี่ท่านเ่ท่านั้น จากสามแสนรูป

บางทีข้าพเจ้าจึงรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมคนพุทธ ได้ทราบว่า พระอรหันต์อยู่ที่นั่น ที่นี่ จึงมิได้ใส่ใจ กระตือรือร้น หรือมิได้รู้สึกหวือหวา ที่ได้ไปกราบท่าน ขณะที่ข้าพเจ้ารู้สึก ดูม ๆ เหลือเกินที่ได้พบ ได้กราบพระอรหันต์ เพราะท่านหาตัวยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

แล้วข้าพเจ้าเอาเรื่องนี้มาเขียนทำไม?

จากความยากเย็นกว่าจักได้บวช และแม้ได้บวชแล้ว ข้อวัตรปฏิบัติก็แทบจักตรงข้ามกับบุคคลธรรมดา ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่า บางทีที่เราเห็นพระมีความประพฤติไม่เหมาะสม แต่ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ หรือมิได้มีบัญญัติห้ามไว้ เช่น พระติดบุหรี่ พระติดเกม พระติดละคร พระบ้าอำนาจ พระเดินห้าง ฯลฯ อย่างที่เห็นกันทั่วไปในสังคมปัจจุบัน เรามิลองเอาใจพระมาใส่ใจเรา เกิดว่า พระรูปนั้น อินทรีย์ยังไม่แก่กล้า แ้ล้วต้องเข้ามาอยู่ในกรอบของศีล ๒๒๗ ข้ออันเคร่งครัด ถูกจำกัดความรื่นเริงต่าง ๆ ที่ตนเคยทำมาตลอดชีวิต ด้วยความจำเป็นบางอย่าง กิเลสจักไหลออกไปทางอื่นบ้าง จักสมควรให้อภัยหรือไม่? ถ้าเป็นเรา ไปอยู่ในกรอบของศีลเช่นนั้น เราจักเป็นยิ่งกว่าท่านเหล่านั้นหรือเปล่า? หรืออย่างน้อย ๆ ท่านทั้งหลายก็เว้นจากการเสพเมถุนธรรม ที่เราเสพมันอยู่ทุกวัน เลิกไม่ได้ การไปตำหนิท่าน ทั้งที่เราถือศีลน้อยกว่าท่าน แม้ข้อเดียว สมควรแล้วหรือ? การตำหนิท่าน สมควรให้เป็นเรื่องของพระผู้ใหญ่หรือเปล่า?

ข้าพเจ้าเคยใคร่ครวญถึงเรื่องราวเหล่านี้ ครับ กว่าคนเราจักมีโอกาสได้บวช ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย ทำดีทุกอย่างก็หวังพระนิพพาน จนถึงวินาทีสำคัญ วินาทีที่พระยามารมาทดสอบจิตใจ เอาสาว ๆ นุ่งน้อยห่มน้อยมาล่อ นั่งกันอยู่สองต่อสองในห้องหับลับตาคน

วินาทีเดียว ครับ ที่แพ้กิเลสตัณหาของตัวเอง จักพลิกหน้ามือเป็นส้นตีนไปโดยพลัน จากที่เคยได้รับความเคารพ ก็กลายเป็นหมาหัวเน่ามีแต่คนรังเกียจเดียดฉันท์ไปทั่วเมือง ในชั่วข้ามคืน

นั่นแค่โทษทางโลกนะครับ ละอัตภาพนี้ไป ยังมีแดนเนรมิต สวนสนุกนรก เฮลล์เวิร์ล รอให้เลือกเครื่องเล่นร้อนจี๋ได้ตามอัธยาศัย

พระอรหันต์ทั้งหลาย ผ่านวินาทีนั้นกันมาแทบทุกท่าน ครับ เคยอ่านประวัติของหลวงปุ่เทศก์ เทสฺรังสี ท่านก็บรรยายไว้

ข้าพเจ้าก็เคยคิด ครับว่า มันยุติธรรมแล้วหรือ แค่วินาทีเดียว วินาทีนั้น?

แต่คิดย้อนกลับไปตอนต้น ครับ พิจารณาถึงความยากลำบากของเสด็จพ่อ กว่าจะตั้งพระศาสนามาได้ ผู้ที่ห่มผ้าเหลืองก็เสมือนลูก ๆ ของพระองค์ ลูกทำบาปหยาบช้า ก็เหมือนเอาเท้าละเลงลงบนมรดกที่พ่อตั้งใจทำสุดชีวิต เอาชีวิตเลือดเนื้อเข้าแลก ผนวกกับความที่เพศนี้ เป็นเพศที่มีแต่คนเคารพ แม้พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดยังต้องกราบ ท่านได้ทรยศต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของญาติโยมจนหมดสิ้น

คิดถึงพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่รักษาศีลกันชนิดเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อรักษาพระธรรมวินัยไว้

คิดถึงบรรพบุรุษที่เอาเลือดเนื้อทาแผ่นดินไว้ เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่

คิดถึงความเห็นของเพื่อนคนหนึ่งว่า การต้องอาบัติปาราชิกนั้น มิใช่แค่วินาทีเดียว ครับ แต่ต้องมีการพบปะพูดคุยกันมาก่อน หรือแม้พบกันครั้งแรก ก็ต้องมีจิตคิดวางแผนมาล่วงหน้า  ยกเว้นว่า เป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ อย่างกรณีหลวงปู่เทศก์

คิดแล้วก็สมควรแก่เหตุแล้วละ ครับ สมกับที่ท่านตั้งชื่ออาบัติไว้ว่า "ปาราชิก"  แปลว่า "ผู้พ่าย"

เห็นความยากเย็นแสนสาหัสกว่าจักได้เกิดเป็นคน กว่าจักได้บวช ดังที่ข้าพเจ้าเขียนมาแล้ว ก็อย่าไปซ้ำเติม "ผู้พ่าย" เลย ครับ แค่นี้เขาก็ทุกข์ไม่เว้นวันราชการแล้ว มาสงสารเขากันดีกว่า การสงสารเขา เป็นกรุณาพรหมวิหารธรรม ครับ ทำให้ใจเราเป็นสุข ดีกว่า ไปด่าทอ โกรธเกลียด นั่นเป็นกิเลสโทสะ ครับ

เรา ๆ ท่าน ๆ ก็ยากเหลือเกินเช่นเดียวกับเจ๊ดาว ครับ ที่จักได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วพบพระพุทธศาสนา พบแล้ว รีบทำความเพียรหนีออกจากวัฏสงสารเสียชาตินี้เลยนะ ครับ (เริ่มซะวันนี้เลยเป็นไง) เดี๋ยวจะหาว่า โกร๋นไม่เตือน!!!

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 10 Feb 2009 11:00:05 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

ปาราชิกมีเท่าไร? เสพเมถุนอาบัติอะไร? กล่าวอาฆาตพยาบาทอาบัติอะไร? ใช้ให้ผู้อื่นฆ่าอาบัติอะไร?

#47 By bigcat45#65 (110.49.250.49) on 2011-08-12 08:37

พระดีก็มี
#44

สาธุ ๆ เป็นความเห็นที่ดีมากเลย ครับ

เจริญธรรม ฯ

#45 By Dhammasarokikku on 2009-10-07 14:32

เรื่องภิกษุณี ดิฉันในฐานะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่สนใจศาสนาพุทธ ขอบอกว่าไม่คิดเลยว่าเป็นเรื่องการกดขี่ทางเพศแต่อย่างใดเลยค่ะ มีอะไรหลายๆอย่างในโลกนี้ที่ธรรมชาติจัดสรรให้เพศใดเพศหนึ่งทำได้แต่ฝ่ายเดียว เช่น การตั้งครรภ์ การให้นมบุตรด้วยน้ำนมแม่ เป็นต้น ล้วนเป็นการกระทำที่นำสุขมาให้อย่างล้นเหลือ จะไปน้อยใจทำไมว่าเกิดเป็นหญิงแล้วไม่ได้บวช ความจริงควรจะภูมิใจที่เพศของเราได้เสียสละไม่รับอานิสงค์ของการบวช ทั้งนี้เพื่อแลกกับการที่พุทธศาสนาจะมีอายุยืนยาวขึ้นไปอีกถึงครึ่งหนึ่ง แบบนี้เท่ห์กว่ามากค่ะ

เรื่อง พระภิกษุที่โชคร้ายกลับกลายเป็นผู้พ่าย อันนี้ก็เช่นกัน ควรเมตตาต่อผู้พ่าย ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ คน ภิกษุ แค่พ่ายก็แย่แล้ว จะไปซ้ำเติมท่านเหล่านั้นทำไม หากเปรียบชายที่บวชเป็นภิกษุเป็นนักรบที่อาสาออกรบในสนามกิเลส พวกเราในฐานะฆราวาส อย่างน้อยที่สุดก็ควรที่จะสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง (ด้วยการทำบุญ ให้ทาน บำรุงพุทธศาสนาตามฐานะ)หากนักรบของเรา เพลี่ยงพล้ำต่อศัตรู (คือกิเลส)พ่ายแพ้อย่างหมดรูปออกมาจากสนามรบนั้นๆ แล้วอยากถามหน่อยว่า พวกกองหลังอย่างเราจะทำอย่างไร จะพากันประณามท่านที่แพ้สงครามหรือ ก็ท่านอุตส่าห์มีจิตหวังดีออกไปรบให้ตั้งแต่แรก คนที่จะว่าท่านตอนแพ้ก็น่าจะออกไปลองรบเองดูบ้าง อาจจะเข้าใจความยากลำบากนั้นได้ดีขึ้น

กราบนมัสการพระคุณเจ้า และกราบขอบพระคุณด้วยค่ะ ที่เขียนเรื่องราวต่างๆนี้ขึ้นมา อ่านแล้วบันเทิงในธรรมเป็นอย่างยิ่งค่ะ สนุกมาก อ่านจนลืมเล่นกับลูกเลย เพิ่งผ่านมาเจอBlog นี้ค่ะ คงกลายเป็นขาประจำแล้ว

#44 By อมรรัตน์ (114.48.182.171) on 2009-10-07 13:22

"โอ้โห... ถูกใจค่ะ" อย่างงี้ต้องยกดาวมาถวายสัก 1 จักรวาลเป็นเบื้องต้น
http://news.nationalgeographic.com/news/2007/10/images/071002-star-picture_big.jpg

เรียนตอบย่อหน้าที่ว่า...เรามิลองเอาใจพระมาใส่ใจเรา เกิดว่า พระรูปนั้น อินทรีย์ยังไม่แก่กล้า แ้ล้วต้องเข้ามาอยู่ในกรอบของศีล ๒๒๗ ข้ออันเคร่งครัด ถูกจำกัดความรื่นเริงต่าง ๆ ที่ตนเคยทำมาตลอดชีวิต กิเลสจักไหลออกไปทางอื่นบ้าง จักสมควรให้อภัยหรือไม่? ... การตำหนิท่าน สมควรให้เป็นเรื่องของพระผู้ใหญ่หรือเปล่า?

: สมควรให้อภัยค่ะ และเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะที่จะยกเรื่องปราชิกนั้นให้เป็นเรื่องของพระผู้ใหญ่พิจารณา เคยเห็นพระรูปหนึ่งที่ได้กระทำผิดพลาดไปแล้ว แค่เสี้ยววินาทีและเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยเลยก็ตาม แต่ท่านก็ได้รับบทเรียนอันยิ่งใหญ่จากการถูกสังคมประนามแล้ว

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาท่านก็มุ่งทำความดีช่วยเหลือสังคมอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมจนได้รับความศรัทธาจากผู้คน กระทั่งทุกวันนี้ก็ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ความดีที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมาย ทั้งยังได้สร้างประโยชน์ให้ผู้คนให้ชุมชนได้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ จนเรื่องราวเก่า ๆ ที่เคยเกิดขึ้นนั้นได้เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน

ถ้าวันนั้นท่านถูกจับสึก ก็ไม่ทราบว่าชุมชน ผู้คนที่นั่นในวันนี้จะเป็นอย่างไร...ฝากอีกหนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงไว้เป็นตัวเลือกของคำตอบสำหรับคำถามที่บทความได้ถามไว้ค่ะ

กราบนมัสการลา

#43 By NaCl (58.8.120.103) on 2009-02-12 12:04

#39

น่าจะคล้าย ๆ กระมัง

ศาสนาคริสต์ก็มีแม่ชีนี่ ครับ เรื่องความเป็นนักบวชจะเท่ากับบาทหลวงหรือเปล่านี่ ไม่ทราบแฮะ ฯ

#40-#41

ขอบคุณครับ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#42 By Dhammasarokikku on 2009-02-12 05:35

okๆเมื่อกี้นี้test ดูก่อนว่าเขียนได้ป่าวคิดว่าต้องสมัครสมาชิกก่อน อ่า....คือว่าจะมาตอบเรื่องการบรรลุธรรมของฆราวาสน่ะฮะ จริงๆแล้วฆราวาสถ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วต้องนิพพาน(ตาย)ภายใน ๒๔ ชม.ฮะ ไม่ใช่ ๗ วันฮะ เพราะว่ากายนี้ของฆราวาสมิอาจรองรับซึ่งดวงจิตอันบริสุทธิ์(ความดี)ของความเป็นพระฯไว้ได้ฮะ
ถ้าหลวงพี่สงสัยประการใดสอบถามจากครูบาอาจารย์เช่น หลวงพ่อเล็ก หลวงพ่อสมปองได้นะฮะconfused smile

#41 By แจง (115.67.190.63) on 2009-02-11 21:59

testtest

#40 By แจง (115.67.190.63) on 2009-02-11 21:41

"ปาราชิก" แปลว่า "ผู้พ่าย"
เพิ่งรู้ค่ะ big smile
เหมือนกะ "ปราชัย" ปะ

ศาสนาคริสต์ก้อไม่ให้ผู้หญิงบวชเป็น "พระ" เหมือนกันใช่มั้ยคะ

#39 By ชุน on 2009-02-11 18:47

#37

กร๊าก... ไม่ได้ดู เน็ตไฮสปีดก็ยกเลิกไปแล้ว หาดูในยูตูบผ่านทางเต่าไฟ(wifi) คงรอกันชาติเศษ

เห็นทางคุณหมอแมวเขาออกมาแฉแล้วนี่ ครับว่า อาจไม่ใช่เรื่องจริง

แต่ถึงจริงก็ไม่เห็นสำคัญอะไรเลย ครับ ถ้าเห็นผีแล้วช่วยให้ได้มรรคผลนิพพาน ก็อยากเห็นอยู่

หลวงพ่อสอนว่า พวกนิมิตทั้งหลาย สิ่งอัศจรรย์ทั้งหลายแหล่ ก็ไม่ต่างจากภาพที่เราเห็นด้วยตาเนื้อปกติ ครับ ไม่ว่าจะเห็นด้วยอะไร ถ้าเราไปให้ค่ามัน ไปสนใจมัน มากกว่า จิตใจของเรา เห็นแล้วไม่รู้ว่า ใจเรารู้สึกอย่างไร เช่น เห็นผี รู้สึกกลัว แต่ไม่รู้ตัวว่า กำลังกลัว จิตไปสนใจกับภาพที่เห็น เฮ้ย... กูตาฝาดไปป่าวฟระ ขณะนั้นไม่มีสติสัมปชัญญะ ระลึกรู้ตัวขึ้นมาว่า กำลังกลัว มันก็แค่นั้น ครับ ไม่มีประโยชน์ต่อการปฏิบัติธรรม แต่อย่างใด

จริงหรือไม่จริง ก็ไม่ช่วยให้ทุกข์ลดลง สุขมากขึ้น จักมีประโยชน์กระไร ครับ สู้เอาเวลาไปภาวนาดีกว่า จิตอยากรู้ว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก็รู้สึกตัวขึ้นมาว่า "กำลังอยากรู้" แค่นี้ก็ปฏิบัติเสร็จแล้ว

จากนั้นก็มาพิจารณา ถ้ารู้แล้วเป็นประโยชน์ ก็ไปศึกษาค้นคว้าเอา แต่เราไม่เป็นทาสของความอยากรู้ ความสุขก็ผุดขึ้นมาในใจ ทันทีทันใด ครับ

ไม่รู้จะขึ้นเป็นเอ็นทรี่ใหม่อย่างไร เพราะตอบไปหมดแล้ว

การผลัดไปไม่บาป ครับ แต่ถ้าไปให้สัจจวาจาไว้ว่า จะบวช แล้วเลื่อนไป ก็ผิดสัจจะ ครับ

โอกาสในการบวช ใช่จะหากันง่าย ๆ นะ ใครจะรู้ว่า ลมหายใจของเราครั้งต่อไป อาจจะเป็นลมหายใจสุดท้ายก็ได้

มีโอกาสแล้ว รีบบวชเถอะ ครับ มัจจุมารไม่เคยล้อเล่นกับใคร

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#38 By Dhammasarokikku on 2009-02-11 18:11

อนึ่ง-เมื่อวานก่อนผมไปเวียนเทียนกับครอบครัวมาครับ รู้สึกอิ่มบุญ+อิ่มใจดี เวลาได้เข้าวัด และให้อะไรร่วมกับคนอื่น

อสอง-เกี่ยวกับเรื่องพระ ผมว่าบางเรื่องน่าจะให้อภัยได้ บางเรื่องจำพวก พระเล่นเกม-เล่นเนต มันต้องดูที่ 'เจตนา' ใช่ไหมครับ ถ้าเขาทำไปเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ศึกษาหาข้อมูลก็ดีไป แต่ถ้าใช้เพื่อการค้าอันนี้ไม่ดี ไม่ควร


ส่วนพระที่ผมคิดว่าผิด คือพระหลอกลวงหญิงสาวไปข่มขืน พระเป็นโจรค้ายาบ้า อันนี้ไม่สมควรให้อภัยอย่างยิ่งครับ แปดเปื้อนพระพุทธศาสนาเป็นที่สุด

อสาม-เมื่อคืนผมได้ดูรายการ 'คลับเซเว่น' เชิญคุณ 'ตุ้ย เอ็กซ์เรย์' ผู้เห็นวิญญาณมาออกรายการ ไม่ทราบว่าหลวงพี่ได้ดูไหม? แล้วคิดว่าสิ่งที่คุณตุ้ย 'เห็น' นั้นใช่วิญญาณจริงๆไหม? ผมอยากให้หลวงพี่เขียนเรื่องนี้ เอนทรี่ นึงเลยครับ ขออนุโมทนา

อสี่-ซัมเมอร์นี้ทีแรกทางบ้านกะจะให้ผมบวช แต่ดันไปติดอะทีมจูเนียร์ เลยต้องผลัดไปก่อน อันนี้ไม่บาปใช่ไหมครับ?

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..confused smile Hot!
#34

ยินดีด้วยครับ รู้อะไรก็ไม่สู้รู้ทันใจตน
ไม่ยาก แค่อย่าท้ออย่าถอยไปก่อนเท่านั้นเอง

ลองสังเกตุดูว่า เราชอบอะไร ชอบตุ๊กตา ก็เอาตุ๊กตาเป็นกรรมฐาน เมื่อไหร่จิตคิดถึงตุ๊กตา ก็รู้ว่า หลงคิด จิตส่งออก

แต่ละวัน ความคิดถึงตุ๊กตา ก็ไม่เท่ากัน เห็นไหม จิตไม่เที่ยง

#35

ความจริงถ้าเรื่องราวเป็นดังข่าว เจ๊ดาวก็ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว ตั้งแต่เสพเมถุนธรรมกับชายคนแรก ไม่มีโทษกระไร ครับ

แต่ใครจะทราบว่า เธอเป็นอย่างที่ข่าวประโคมจริง

เพื่อความไม่ประมาท ก็ตั้งจิตขอขมาพระรัตนตรัย ครับ
คิดว่า หากข้าพระพุทธเจ้าได้เคยสบประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน ต่อคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ โดยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ของสมเด็จพระชินสีห์ จงอดโทษที่ล่วงเกินอันนั้น ตั้งแต่บัดนี้ จนกว่าจะเข้าพระนิพพานด้วยเทอญ ฯ

การทำจิตเช่นนี้ควรทำบ่อย ๆ ด้วยซ้ำ ทุกวันได้ก็ดี เพราะเราไม่รู้ว่า เราไปล่วงเกินเสียเมื่อไหร่ เจตนาก็มีโทษ ไม่เจตนาก็มีโทษ

ภาษาบาลีว่า

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#36 By Dhammasarokikku on 2009-02-10 09:37

กราบนมัสการครับ

สมมติผมเกิดตำหนิสิ่งที่เจ๊ดาวทำขึ้นมาในใจ ผมอยากให้อภัยเจ๊ดาว ผมสมควรทำเช่นใดบ้างครับ


ขอบคุณครับ
เสกสรร

#35 By เสกเรนเจอร์ on 2009-02-10 09:18

เรื่องของเจ๊ดาว ได้ยินแล้วก็คิดว่าคงเป็นเวรเป็นกรรมของเขาจึงต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ สึกออกมาเสียก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องกระทำบาปต่อไปอีก (แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะสึกเสียก่อนจะทำอะไรแบบนั้น =w=;)

หมู่นี้เข้าเว็บลานธรรมบ่อยค่ะ รู้สึกว่าตัวเองใจเย็นขึ้นมาก ตอนนี้กำลังฝึกตามอารมณ์ตัวเองให้ทันอยู่ ถ้าเป็นแต่ก่อนได้ยินเรื่องแบบนี้คงรู้สึกโกรธอยู่เหมือนกัน

#34 By Dahlia on 2009-02-09 22:41

#15

ถูกครับ คิดได้อย่างนี้ทุกคนก็ดีสิ มีความสุขกันหมดโลกแน่

#17-#19

สาธุ ครับ มีฮีโร่ขี่ม้าขาวมาช่วยแร้วววว

ไม่ได้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์ ครับ แต่รู้สึกว่า ถกเรื่องพวกนี้ไป ไม่ใคร่มีประโยชน์ เลยไม่ค่อยอยากให้ความเห็น เสียเวลาภาวนา ครับ

#20

โอ... เป็นความเห็นแรกเลย ที่ไม่ให้อภัย
น่าจะรู้สึกอยากติดตาม สืบทราบความชั่วร้ายของเจ๊ดาวต่อไปด้วยใช่ไหมครับเนี่ยะ

หลงกลกิเลสที่นักข่าวเขาวางกับดักแล้ว ครับ

ถ้าไม่อยากให้หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เป็นข่าวตลาด ๆ ไม่สร้างสรรค์พวกนี้ ก็พยายามอย่าไปตกหลุมพรางที่เขาเขียนข่าวยั่วกิเลส ครับ

ที่ข่าวหน้าหนึ่งทุกวันนี้ เป็นอย่างนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากผู้บริโภคด้วย เขายั่วทีไร ก็เสร็จเขาทุกที

ความจริงไม่จำต้องโกรธ เขาก็ได้รับกรรมของเขาอยู่แล้ว ครับ กฏหมาย หรือ มหาเถรสมาคมเขาก็จัดการไปตามเรื่อง และตัวเจ๊ดาวก็ไม่ได้รับรู้ว่า เราโกรธ

คนที่รับผลของความโกรธ คือ ตัวเราเอง ครับ ใจเรารุ่มร้อนเอง ยิ่งเอาไปเม้าท์ให้สนุกปาก ก็เป็นการละเลงกิเลสโทสะให้ฟูฟ่องยิ่งขึ้น ผลคือ เราเป็นคนทุกข์ใจเอง

วิธีแก้ คือ โกรธ ก็ให้รู้สึก ครับว่า กำลังโกรธ อย่าไปเพ่งที่คนที่ทำให้เราโกรธ แต่ดูใจของเราเอง ครับว่า เห็นข่าวเจ๊ดาวแล้วโกรธ

มีประโยชน์มาก เพราะนี่คือการเจริญสติ พอรู้ตัวว่า กำลังโกรธ ความโกรธดับ ความสุขจะผุดขึ้นมาในใจทันที ครับ

#21-#22

นี่สิ คนพุทธแท้

#23-#30

สาธุ ครับ เห็นด้วยที่ทำไม่ได้ก็ควรสึกออกไป ครับ พระศาสนาจักได้ไม่มัวหมอง

กลอนกระชากใจดี ครับ

#31

ตอนแรกก็ไม่รู้เหมือนกัน ครับ ได้ยินสืบ ๆ กันมา อย่างพระพาหิยะ บรรลุอรหัตตผลในเพศฆราวาส ทูลขออุปสมบทแล้ว ไม่มีจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ พระพุทธเจ้าจึงให้ไปหาจีวรมาก่อน ระหว่างทางถูกนางยักษิณีแปลงเป็นวัวแม่ลูกอ่อนขวิดตาย

สมัยพระองค์เจ้าวิภาวดี รังสิต สำเร็จอรหัตตผลในเพศฆราวาสเหมือนกัน สำเร็จวันนั้นก็สิ้นชีพิตักษัยวันนั้นเหมือนกัน ด้วยกระสุนที่ถูกลอบยิงจากผู้ก่อการร้ายแถวสุราษฏร์ เพียงนัดเดียว

มาเก็ทเอาตอนฟังหลวงพ่อปราโมทย์ ท่านเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ความสุขจากการบรรลุธรรมนั้น มันท่วมท้นล้นใจ ราวกับขันธ์ ๕ นี้ จักมิอาจทานทนรับความสุขระดับนั้นได้

เรียกได้ว่า เพศฆราวาส เป็นเพศที่มีความบริสุทธิ์น้อยเกินไปที่จะรองรับ จิตอันบริสุทธิ์ของพระอรหันต์ ครับ

#32

ถูก ครับ เจอข่าวอย่างนี้ต้องไม่หวั่นไหว ถึงจะเป็นคนพุทธแท้ ๆ คนพุทธแท้ ๆ เชื่อกฏแห่งกรรม ครับ แล้วก็ดูจิต ดูใจของตนเป็นหลัก

สังเกตุดูรู้สึกคนในเอ็กซ์ทีนจักเข้าใจธรรมะอยู่มากทีเดียว

เอ๊ะ... หรือเขารู้ว่า ข้าพเจ้าห่มเหลือง ก็เลยไม่กล้าออกความเห็นมากก็ไม่ทราบ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#33 By Dhammasarokikku on 2009-02-09 22:11

big smile
ความผิดก็เพราะท่านเป็นเพศฆราวาส จึงยิ่งสมควรไม่ทรยศต่อเพศฆราวาส (อยากทำอะไรก็น่าจะนอกผ้าเหลืองซะก่อน)แต่การตัดสินคงไม่ใช่สาธารณะตัดสินว่าจะให้อภัยหรือไม่ให้อภัย ถึงเราไม่ติดใจ ไม่คิดอะไรวางเฉย แต่ทางสงฆ์เองก็ต้องมีการจัดการของทางสงฆ์อยู่แล้วหากมันผิดวินัย ส่วนในด้านจิตใจ อาจหาคนที่ทำใจยอมรับได้คงมีแต่น้อย เจ้าค่ะ sad smile

#32 By Anne on 2009-02-09 20:46

ทำไมฆราวาสหลังจากบรรลุพระอรหันต์จักมีอายุได้แ่ค่ 7 วัน embarrassed

#31 By ตุ้มเป๊ะ on 2009-02-09 20:37

ดีมากครับ ชอบมากจริงๆ ทำให้มองอะไรได้กว่ากว่าที่เคยมองดีครับ เพราะผมคนนึงล่ะที่เห็นข่าวเจ๊ดาว แล้วรู้สึกไม่ชอบใจเลย แต่พออ่าน เอนทรี่นี้แล้ว ก็สงสารเค้าแล้วครับ ขออำนาจ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดลบันดาลให้เจ๊ดาว ได้พบกับสิ่งที่ดี แล้วรีบปฏิบัติดีโดยเร็วครับ...

กราบนมัสการครับ...

#30 By G-O-L-F on 2009-02-09 20:06

เห็นพระไม่สมให้ขมในจิต

ไม่บ่มจริตไม่คิดกลั่นกรอง

ทำไม่สมควรไม่ชวนให้มอง

ไม่ถูกครรลองคนครองบรรพชา

ทำตนให้เสื่อมคนเอือมระอา

ให้เสียศรัทธาแก่องค์กรสงฆ์

ชาวพุทธทั่วไปให้ตรองให้ตรง

ยังสงฆ์หลายองค์ที่ดีมากมาย

ที่เป็นพระแท้จริงแน่ใจกาย

ปฎิบัติตรงสายเป็นนายนาบุญ

เคร่งในข้อวัตรปฎิบัติเป็นทุน

จิตเอื้อการุญบ่อบุญสืบมา

คิดดูให้ดีในที่นานา

ทุกสิ่งนั้นหนารวมอยู่ด้วยกัน

ไม่มีที่ใดบริสุทธิ์โดยพลัน

ต้องเอามากลั่นคั้นแต่สิ่งหมาย

อันสาธุชนควรค้นที่ใจ

หาพระในกายภายในของตน

อย่ามัวมองนอกช้ำชอกจิตจน

มีแต่ปะปนระคนกันไป

อันเนื้อนาบุญเกื้อหนุนที่ใด

ก่อเกิดที่ใจของตนของตน......

#29 By ^*^ToiTing^*^ on 2009-02-09 19:24

คิดว่าบางครั้งคนเราก็ทำผิดกันได้ ให้อภัยนะคะ
โดยส่วนตัวแล้วเราคิดว่าพระเป็นผู้ทรงศีล เป็นคนที่เราให้ความเคารพ อยากให้คนที่ปฏิบัติตามไม่ได้สึกออกมาเถอะค่ะ แสดงความรับผิดชอบหน่อย big smile
อืมม ไม่ได้คิดด้านนี้เลยนะ
อ่านแล้วได้คิดอะไรๆหลายอย่างเลย
กราบนมัสการค่ะ Hot!

#27 By Phai on 2009-02-09 18:29

PinG~ สาธุครับหลวงพ่อ เป็นจริงตามนี้ซะด้วย

เราโชคดีขนาดไหนแล้วที่เกิดในประเทศพุทธศาสนา big smile

Hot! Hot! Hot!

#26 By Pl@y-M@Te on 2009-02-09 18:12

ทุกคนย่อมเคยผิดพลาดและเป็นผู้พ่ายใช่มั้ยคะ big smile

#25 By p-i-e on 2009-02-09 18:01

ขอบคุณครับ

เพิ่งแวะมาอ่านจริงๆจังๆครั้งแรก


คงต้องแวะมาเรื่อยๆ


^__________^

#24 By sansanae on 2009-02-09 12:00

ยาวมากๆ น่ากลัวจริงๆ
ยิ่งแพ้ภายใต้ผ้าเหลืองยิ่งน่ากลัว

#23 By on 2009-02-09 11:12

ขอตอบคำถามด้วยคนค่ะ ใครก็เคยทำผิด ต้องอภัย ถ้าเขาหาทางออกได้คงไม่เป็นแบบนี้ ถึงยังไงสุดท้ายก็คงต้องวางเฉย ข่าวมันก็เกิดขึ้นมา ดังอยู่ประเดี๋ยวประด๋าว แล้วมันก็เงียบไปเอง เราแค่ดูให้รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้วก็รักษาตัวให้อยู่ในความปกดิ ความพอดีก็แล้วกันค่ะ

#22 By คนหน้าหมี on 2009-02-09 10:59

อยากเจอพระอาจารย์ที่สอนง่าย ๆ อ่ะค่ะ พูดไทยแบบคำเดียวเข้าใจ ที่จริงก็คิดว่าเข้าใจนะคะ แต่มักจะเจอคำบาลีแล้วแปลไม่ออก เลยพาลงงไปกันใหญ่

#21 By คนหน้าหมี on 2009-02-09 10:49

อภัยเจ๊ดาวไม่ได้จริงๆค่ะ เพราะห่มผ้าเหลือง แต่กลับทำอะไรแปดเปื้อน ไม่สมเป็นบุคคลที่ประพฤติอยู่ในศีลธรรม
อ่านข่าวแล้วโกรธมากๆเลยล่ะค่ะ ไหนจะพวกเณรกระเทยอีกsad smile

อีกด้านนึงคิดว่า คนที่เป็นกระเทยเกิดมาก็มีกรรมติดตัวอยู่แล้ว ควรประพฤติให้อยู่ในศีล 5 ก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะsurprised smile

#20 By hobbyburn on 2009-02-09 09:36

ตอบ #5 , #6 , #7 เรื่องผู้หญิง

เคยมีประเด็นคล้ายกัน ใน
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/09/X7043733/X7043733.html

สรุปโดยสั้นคือ
- ธรรมชาติของหญิง ทั้งรูปธรรม และ นามธรรม ต่างจากชาย
- ฝรั่ง พยายามบอกว่า หญิงกับชายต่างกันเพียงร่างกาย แต่สิทธิของหญิง ควรเท่ากับชาย,
ซึ่งนั่นก็ถูก เมื่อเป็นกิจกรรมในโลกรูปธรรมอย่างเดียว, แต่กิจกรรมในทางพุทธศาสนา สำคัญที่นามธรรม โดยเฉพาะการได้มาซึ่งจินตมยปัญญาและภาวนามยปัญญา เกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติมนุษย์ที่ออกจะขัดแย้งความรู้สึกคนปกติ ผู้หญิงจะทำได้ยากกว่า เพราะกำลังกิเลสแรงกว่า

ไม่ได้ว่า ญ ไม่สามารถบรรลุธรรมได้
สามารถบรรลุได้ แต่โดยทุนเริ่มต้นที่ ธรรมชาติให้มา มีทุนที่จำเป็นต่อการบรรลุธรรม น้อยกว่าชาย

และเป้าหมายของพระพุทธเจ้าคือ ต้องการให้พระพุทธศาสนาอยู่ได้ยืนยาวที่สุด ทั้งๆที่มันถูกใจกิเลสปุถุชน น้อยที่สุด
(คือ โดยเนื้อหาแล้ว เห็นอยู่ชัดเจนว่า ศาสนาแบบนี้อายุสั้นกว่า ศาสนาที่ตอบสนองประโยชน์(ทางใจ only)ต่อการดำรงอยู่แบบ มีความเป็นตัวตน ความสุขทางโลกียะ ของศาสนิกชนได้มากกว่า)

ต่อให้ทรงวางแผนดีเท่าไหร่ ศาสนานี้ก็ส่อแววอายุสั้นอยู่แล้ว
ยิ่งเมื่อทรงรู้อนาคตดี ว่าถ้าให้มีภิกษุณี อายุพุทธศาสนาก็จะสั้นลงไปอีก , ทางเลือก จึงออกมาในแนว ไม่ได้สนับสนุนให้มีภิกษุณีแต่แรก

แต่ก็ไม่ได้ริดรอนสิทธิ ในการศึกษา หรือ บรรลุธรรมของใคร เพราะการปฏิบัติ เพื่อบรรลุมรรคผลนั้น จะมีผ้าเหลือง หรือไม่มีผ้าเหลือง ก็ทำได้เหมือนกัน ขอแค่ ลงมือปฏิบัติ (ซักที sad smile )

อธิบายเรื่องนี้ ให้ฝรั่ง ที่แกนกลางความคิดเป็นคริสต์เต็มเปี่ยม ยากครับ ถ้าจะทำ ต้อง
- ผู้พูด เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ แบบสุดๆ รวมถึงศัพท์แสงทางจิตวิทยา ภาษาอังกฤษ
- ผู้ฟัง ต้องเลือกแบบที่เป็น บัวพ้นน้ำซักหน่อย, มีพื้นความรู้หรือ prerequisite มากพอที่จะฟัง (ทั้ง pure-science แบบถึงแก่น, และ จิตวิทยา แบบลึกซึ้ง) จะสอนได้ง่ายกว่ามาก

แล้วค่อยให้เขาไปถ่ายทอดต่อ จะดีกว่า

ปล. สังเกตดู ผู้มีปัญญา เข้าใจธรรมชาติลึกซึ้งจริงๆ แม้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เน้นทางรูปธรรม แต่ปรับนิดหน่อยก็ให้มาศึกษาและเข้าใจนามธรรมได้ไม่ยาก เช่น ไอสไตน์ (เป็นยิวแท้ๆ แต่เห็นชอบใน พุทธศาสนา)
ขอเพียง เป็นผู้ที่กระหาย อยากรู้ความจริงของธรรมชาติอย่างแท้จริง

#19 By Detonator on 2009-02-09 09:36

เคยบวชแล้วรู้สึกว่าจะเป็นพระ"จริงๆ" ไม่ง่ายเลย

#18 By wesong on 2009-02-09 08:25

โซคูลมากคะ confused smile Hot! Hot! Hot! Hot!

#17 By Cotton on 2009-02-09 07:12

#6

ขอบคุณมากครับ ที่มาช่วยตอบ
คงจะจริงตามนั้นละครับ ศีลของภิกษุณีนั้น เคร่งครัดมาก เคร่งครัดยิ่งกว่าของภิกษุเสียอีก ภิกษุณีที่ยังคงเห็นอยู่ในปัจจุบัน ทางมหายานเขาอ้างว่า มีภิกษุณีหลงอยู่ในหลืบในดง แล้วบวชสืบ ๆ กันมาไม่ขาดสาย ถือศีลเพียง ๑๕๐ ข้อเท่านั้น ครับ ถือศีลไม่ครบอย่างนี้ ไม่ทราบจักเรียกเป็นภิกษุณีได้อย่างไร

ลองไปอ่านศีล ๓๑๑ สิกขาบทของภิกษุณีดู ครับ แล้วจักทราบว่า สมัยก่อนพระนางปชาบดีโคตมี และเหล่าภิกษุณีทั้งหลาย มีอินทรีย์แก่กล้ามาก

#7

เรื่องกดขี่ทางเพศ คงไม่ใช่ ครับ พระพุทธเจ้าพระองค์บัญญัติสิ่งต่าง ๆ ไปตามเหตุตามผล ตามความเหมาะสม อย่าลืมว่า พระองค์ทราบสิ่งที่ล่วงวิสัยมนุษย์มากมาย

หากมีสำนักภิกษุณีมาจนถึงปัจจุบัน มิทราบเลยว่า จักฉาวโฉ่กว่านี้สักกี่เท่า ปัจจุบันนี้ ยังพอทำใจได้ว่า เป็นเรื่องของสีกาผู้มีกิเลสเต็ม กับพระที่กำลังพยายามละกิเลส ไม่ฝ่ายใด ก็ฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่่าย

แต่เกิดข่าวฉาวเป็นสำนักภิกษุ กับภิกษุณีเล่า โอย... เขาคงเหมารวมว่า นักบวชในศาสนาพุทธไม่มีดีเลย บวชเข้าไปเสพสมบ่มิสมกัน ภาพของพระศาสนาคงมัวหมองจนยากจะเยียวยา

#8

เยี่ยมไปเลย ครับ

#10-#12

สาธุ ครับ

#13

ขออภัยที่ตอบเป็นเชิงตัดบท (เพราะง่วงนอน) ความจริงเรื่องพวกนี้ก็มีผลกับข้าพเจ้ามากพอควร เพราะเป็นการสร้างศรัทธา ครับ เรื่องพวกนี้ หากคนต่างศาสนามาพบว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสความจริงไว้ล่วงหน้าก่อนวิทยาศาสตร์จักพิสูจน์ได้เป็นพันปี ก็สร้างศรัทธาให้ได้ไม่น้อย เป็นปัจจัยให้เข้าไปศึกษาในส่วนของ ขันธ์๕ ซึ่งจักเป็นประโยชน์แก่เขาเอง และเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

ข้าพเจ้าขอยืนยัน ครับว่า การศึกษาส่วนอื่น นอกจากขันธ์ ๕ ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ แต่ที่พระองค์ตรัสแสดงไว้ ก็เพื่อเทียบเคียงกับสิ่งที่ศาสนาอื่นมี ในลักษณะที่ว่า ศาสนายูมีอะไรดี

เรื่องยุคต่าง ๆ นั้น เพราะเรามีกรอบของวิทยาศาสตร์เป็นข้อจำกัดในการรับรู้ ในการพิสูจน์ ครับ พุทธศาสตร์เหนือกว่านั้นมากมาย

เรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ พระที่ได้อภิญญากล่าวไว้มากมาย (ขนาดพระอภิญญารู้น้อยกว่าพระพุทธเจ้าเยอะแยะนะครับนี่)

เรื่องคนเกิดมากขึ้น สิ่งมีชีวิตมีมากขึ้น ข้าพเจ้าก็เคยคิด ลองสังเกตุ "แมลง" ซี ครับ ปริมาณของมันมหาศาลมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เดี๋ยวมาตอบต่อ ครับ ไปบิณฑบาตก่อนละ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ


#14#15

#16 By Dhammasarokikku on 2009-02-09 05:36

ศีลห้าข้อแป้นยังทำได้ไม่หมด sad smile
เรื่องเจ๊ดาว ได้ฟังข่าวแบบผ่าน ๆ คิดว่ามันเป็นเรื่องของเค้า กรรมเค้าเอง เลยไม่ได้เก็บมาใส่ใจเจ้าค่ะ big smile

#15 By ไอ้แป้น : i-phan on 2009-02-09 01:06

ใคร ๆ ก็ทำผิดได้
แต่ถ้าคนที่รับบริจาคของแล้ว
คนให้ยังต้องไหว้อีก

แล้วมาทำตัวไม่เหมาะสม
ก็สมควรโดนด่าล่ะท่าน

#14 By อืม ๆ (58.8.185.173) on 2009-02-08 23:41

ที่สงสัยก็เพราะการมีเพื่อนหลายศาสนานี่แหละครับ ^^''

ที่เขาสงสัยกันก็คือเรื่องของเวลาในศาสนานี่แหละครับ เพราะเทียบกับวิทยาศาสตร์ โลกมีอายุประมาณพันล้านปี ส่วนมนุษย์ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นประมาณ 50000 ปี จะเอาเวลาในยุคพระเจ้าต่างๆจากไหนมาเยอะแยะ เรื่องนี้นี่ผมนั่งเปิดหนังสือตอบกันเลย - -"

ส่วนเรื่องวัฏจักรสงสารก็โยงเข้ากับประวัติศาสตร์โลกนั่นแหละครับ เรื่องสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์มีจำนวนน้อยกว่าในปัจจุบันมาก (อย่างตอนโลกเกิดใหม่ๆก็ไม่มีสิ่งมีชีวิต) วิญญาณเกิดมาจากไหนเยอะแยะ

เอาเป็นว่า ผมจะตอบในลักษณะที่ว่า ไม่เป็นประโยชน์ในการศึกษา ไม่ทำให้เราค้นพบนิพพาน (ความสุขที่แท้จริง) ได้ ประมาณนี้นะครับ ขอบพระคุณที่ช่วยตอบคำถามครับ

นมัสการครับผม

#13 By on 2009-02-08 23:38

อืม.....
...
..
.
นั่นสิ อย่าไปซ้ำเติมผู้พ่ายเลยเนอะ
Hot!

#12 By groundfloor on 2009-02-08 23:02

การบวชเป็นหนทางไปสู่การบรรลุธรรม
แต่การบรรลุธรรมไม่จำเป็นต้องมีแค่การบวชเพียงสายเดียว

#11 By Rinna ♥ on 2009-02-08 22:44

Hot!

#10 By Rinna ♥ on 2009-02-08 22:42

#1-#2

คิดได้ดีนะครับเนี่ยะ อภัยให้ผู้อื่น เหมือนอภัยให้ตัวเอง
กรณีเจ๊ดาว เห็นด้วยครับ ที่ควรลาสิกขาไปก่อน แต่บางที ก็คงไม่รู้จะไปหากินอะไรกระมัง เลยมาเกาะศาสนากิน

นรกชัด ๆ

#3

กรรมชั่วที่เขาทำ ไม่มีการอภัย หรือไม่ให้อภัยอยู่แล้ว ครับ อย่างไรเขาก็ต้องได้รับโทษจากกรรมที่เขาทำอยู่แล้ว

การที่เราไม่โกรธ ไม่เกลียดเขาเพิ่มเติมนั่นแล ทำให้ใจเราสงบ และมีความสุข

#4

big smile

#5

ช่างเป็นคำถามที่น่าจะเขียนไปได้สักอีกเอ็นทรี่

ย่อ ๆ คือ ในศาสนาพุทธ เรื่องเพศ ไม่เท่าเทียมกันอยู่แล้ว ครับ พระอานนท์ต้องไปทูลขอพระพุทธานุญาต ให้มีภิกษุณี ตั้ง ๓ ครั้ง จึงทรงอนุญาต

แม้ทรงอนุญาตแล้ว ก็ยังทรงบัญญัติพระธรรมวินัยที่เคร่งครัดกว่าภิกษุ ปาราชิกมีถึง ๘ สิกขาบท และศีลทั้งหมดมีถึง ๓๑๑ สิกขาบท

เรื่องการบวช กับการบรรลุธรรม คนละเรื่องกันนะ ครับ

เพศฆราวาสก็สามารถบรรลุธรรมได้ ครับ สูงสุดถึงอนาคามี (แล้วมีชีวิตอยู่ต่อไปได้) และสามารถไปถึงอรหัตตผลเลยก็ได้ในเพศฆราวาส แต่จักทรงชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๗ วัน

การที่ไม่มีภิกษุณีหลงเหลือในปัจจุบัน ได้ยินว่า เป็นพระพุทธประสงค์ เพราะหากมีจักทำให้พระศาสนาอายุสั้น

การบวช กระทำสืบ ๆ กันมาไม่ขาดสาย ครับ ภิกษุณีจึงไม่สามารถรื้อฟื้นกลับมาได้ เพราะภิกษุณีขาดช่วงไปแล้ว

อย่างของไทยเรา มีบางช่วงขาดภิกษุไป ก็ไปขอบวชจากทางลังกา ครับ ลังกาขาดภิกษุ ก็มาของบวชจากทางเรา ไปเป็นสยามวงศ์ที่โน่น ครับ

เท่าที่ศึกษามา วัฏสงสารไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด ครับ ท่านอุปมาเหมือนล้อเกวียนที่หมุนไปเรื่อย ๆ จะหาจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุดได้จากที่ไหน

เรื่องของอจินไตย คงเป็นเรื่องที่เหนือสมองมนุษย์จักรับรู้ หรือทำความเข้าใจได้กระมัง แต่เรื่องกำเนิดจักรวาล ได้ยินหลวงพ่อปราโมทย์ พูดถึงหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ผู้ซึ่งเคยปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่มาชาตินี้ ลาเสียก่อน จึงมีความรู้มากมายกว่าพระอรหันต์สาวกทั่วไป

เรื่องนี้มีหลายคนสนใจ ครับ แต่มิได้เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน ไม่รู้จะศึกษากันไปทำไม เมื่อไหร่ได้มรรคผลนิพพาน ก็จะทราบเองอยู่แล้ว ครับ ตอนนี้ศึกษาไปแทบตาย รู้ให้หมดทุกอย่าง กิเลสในใจเราก็ไม่ได้ลด ทุกข์ก็ไม่หาย นิพพานก็ไม่ได้ ไม่รู้จะศึกษาไปทำไม ครับ

ถูกต้องเลยครับ ภิกษุต้องปาราชิกแล้ว ก็คือ ฆราวาสในผ้าเหลืองดี ๆ นี่เอง บวชใหม่ก็ไม่เป็นพระ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#9 By Dhammasarokikku on 2009-02-08 22:40

ได้ข่าวแล้วก็ผ่านเลยไปครับ
มองดูตัวเองดีกว่า ว่าเราทำดีแล้วหรือยัง big smile
Hot!

#8 By นักรบ on 2009-02-08 22:34

เรื่องภิกษุณีก็คิดเหมือนกันทำไมปัจจุบันถึงห้าม แม้ว่าจะมีศีลเพิ่มมากมายเพื่อควบคุมแต่พุทธองค์ก็ยังเห็นว่าสตรีก็ยังมีส่วนหนึ่งที่ตัดขาดได้

แต่เพราะมองว่าอะไรผู้หญิงก็ทำไมไม่ได้ไม่ใช่หรือจึงเกิดการกดขี่ทางเพศเกิดขึ้น บ้านหนึ่งต้องมีลูกชายเพื่อบวชเกาะชายผ้าเหลืองพอเป็นลูกสาวก็มีแต่ไว้คอยเขี่ยให้พ้นจากบ้านตอนโต

เพราะคิดว่าผู้หญิงทำตัวไม่เหมาะ จริตมีมาก ผู้หญิงทุกคนก็ไม่สมควรบวชกระนั้นหรือ ถ้าแบบนั้นเอาทางวิทยาศาสตร์มาอ้างผู้ชายฮอร์โมนทางทำลายมีมากกว่าระงับยับยั้งด้านเพศน้อยกว่าแบบนี้ผู้ชายก็ไม่ควรบวชเช่นกันสิ

พระพุทธองค์ตรัสเองบัวมี 4 เหล่า แต่พุทธบริษัทด้วยกันเองนี่แหล่ะมาตัดสินบัวให้แยกย่อยออกไปอีกเป็นเหล่าชาย เหล่าหญิง

จริงอยู่ในพุทธกาลมีปัญหาจากสตรีบวชมาก่อนนั้นก็เพราะเกิดแต่กรรมเก่าและบุรุษที่มักมากไร้สติกระทำบาปมิใช่สตรีกระทำเสื่อมเอง แต่กระนั้นก็ไม่ควรตั้งกฏเกณฑ์มาเหยียดผู้หญิงแบบนี้

#7 By Lily Pixel on 2009-02-08 22:33

ตอบ#5 เรื่องอุปสมบทภิกษุณีค่ะ
เคยอ่านที่เขาถกเถียงกันในเว็บเหมือนกันนะ
เกี่ยวกับประเด็นนี้

ตอนแรกพระพุทธองค์จะไม่ให้มีภิกษุณีด้วยซ้ำนะ
ในตอนที่น้าสาวท่าน(จำชื่อไม่ได้)ขอบวชไงคะ
แต่พระอานนท์ขอ พร้อมกับตั้งศีลเพิ่มมาอีก
เราก็จำแบบละเอียดๆไม่ได้นะ อย่าเชื่อนักล่ะกัน

ในฐานะที่เป็นผู้หญิง
จริตของผู้หญิงไม่เหมาะที่จะบวชนักหรอกค่ะ
ถ้ายังละไม่หมดจริงๆ
เพราะผู้หญิงน่ะ ขี้อิจฉา ช่างนินทา รักสวยรักงาม ร้องรำทำเพลง หลุ่มหลงง่าย บางทีเราก็เป็น (ไม่ได้จะเอาตัวเองตั้งนะ แต่เห็นส่วนใหญ่อย่างนี้จริงๆ)
พวกนิสัยเหล่านี้นี่ล่ะค่ะ ทำให้มีการเพิ่มศีลของภิกษุณีมา

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า "ผู้หญิงเป็นเพศที่เข้าวัดมากที่สุด แต่ก็เข้าบ่อนมากที่สุดเหมือนกันopen-mounthed smile "

#6 By S.Sasi on 2009-02-08 22:21

ผมสงสัยอย่างนึงมานานแล้วครับ

เวลาถกเถียงเรื่องศาสนากับเพื่อนต่างชาติ เรื่องหนึ่งที่ผมกับเพื่อนคริสเตียนมักเอามาถกประเด็นกันคือเรื่องของหญิงและชาย ทางคริสต์ก็กล่าวว่า พุทธคงถือว่าการเกิดเป็นหญิงหรือเป็นเกย์เป็นตุ๊ด หรือเป็นสิ่งใดที่ไม่ใช่ชายแท้เป็นกรรม ทำให้ไม่สามารถบวชและบรรลุต่อไปถึงขั้นที่สูงขึ้นไปได้ เหมือนเป็นศาสนาที่มีการแบ่งแยกทางเพศ ประเด็นนี้ผมควรจะอธิบายอย่างไรดีครับ?

อีกเรื่องคือ ถ้าสตรีเป็นพระอรหันต์ได้ (เหมือนพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ในบ้าน) ทำไมพุทธศาสนาจึงไม่รื้อฟื้นการอุปสมบทภิกษุณีขึ้นมาอีกรอบครับ?

อีกเรื่อง (วันนี้เรื่องเยอะจริงๆ) วิญญาณกับการเวียนว่ายตายเกิดนั้น เมื่อมีคนถามว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากตรงยุคสมัยไหน ผมตอบ (เท่าที่รู้) ว่าพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่าเป็นหนึ่งในคำถามที่ห้ามถาม ไม่ทราบว่ามีคำตอบที่เหมาะสมกว่านี้หรือไม่ครับ

กรณีเจ๊ดาว ผมว่าเธอหลุดจากสภาวะของพระสงฆ์ไปแล้วครับ ถือเป็นฆราวาสที่ทำให้ศาสนาเสื่อมลง ไม่มีความแค้นเคืองหรอกครับ แต่รู้สึกสงสารทั้งตัวเจ๊ดาวเองกับสงสารพุทธศาสนา ที่ต้องตกต่ำลงไปอีก (และจะกลายเป็นประเด็นสนทนากับเพื่อนคริสเตียนได้อีก - -")

#5 By on 2009-02-08 22:02

big smile big smile big smile

#4 By น้ามชา on 2009-02-08 21:55

ชั่ววูบของผู้แพ้กิเลส...
น่ากลัวจริงๆ
ยิ่งแพ้ภายใต้ผ้าเหลืองยิ่งน่ากลัว

เห็นด้วยกับหลวงพี่ค่ะ
"เรามิลองเอาใจพระมาใส่ใจเรา เกิดว่า พระรูปนั้น อินทรีย์ยังไม่แก่กล้า แล้วต้องเข้ามาอยู่ในกรอบของศีล ๒๒๗ ข้ออันเคร่งครัด ถูกจำกัดความรื่นเริงต่าง ๆ ที่ตนเคยทำมาตลอดชีวิต ด้วยความจำเป็นบางอย่าง กิเลสจักไหลออกไปทางอื่นบ้าง จักสมควรให้อภัยหรือไม่?"

ให้อภัยเถอะค่ะ surprised smile

ดาวดีๆcry Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By S.Sasi on 2009-02-08 21:47

Hot! big smile

ลืมตอบคำถามค่ะ

ฉันให้อภัยพระที่ไม่อาจก้าวพ้นกิเลสในใจได้ ให้อภัยผู้อื่นเมื่อเขาผิดพลาด เช่นเดียวกับที่ได้ให้อภัยตนเองเมื่อเผลอกระทำผิดพลาดด้วยเช่นกันค่ะ surprised smile

#2 By ~ N ~ on 2009-02-08 21:33

ยาวมากๆ เลยค่ะ แต่ก็เห็นจริงตามที่หลวงพ่อเขียนไว้

เคยไปสัมมนา วิทยากรเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังว่า
ในแดนกระทิงดุ มีชายคนหนึ่งเดินไปแล้วเจอกระทิงท่าทางดุร้ายวิ่งตรงเข้ามาหาเขาด้วยความตกใจ จึงรีบกระโดดลงหลุมที่อยู่ใกล้ที่สุด พอกระทิงตัวนั้นวิ่งเลยไปเขาก็รีบกระโดดขึ้นมาปากหลุม เมื่อกระทิงหันมาเห็นเขาก็วิ่งกลับมาหา เขาก็กระโดดหลบไปในหลุมเช่นเดิม วนเวียนอยู่อย่างนี้

วิทยากรถามผู้เข้าสัมมนาว่า หากเป็นท่านจะทำอย่างไร
ผู้เข้าร่วมสัมมนาตอบเหมือนกันว่า ก็ปล่อยให้กระทิงวิ่งเลยไปไกลๆ จนไม่อาจมองเห็นเขาแล้วจึงค่อยขึ้นมาจากหลุม

แต่คำตอบของวิทยากร คือ ก้นหลุมมีงูหางกระดิ่งอยู่ เขาจึงไม่อาจอยู่ในหลุมนานๆ ได้ ต้องรีบขึ้นมาเพราะกลัวจะเป็นอันตราย

หากมองกลับไปที่เจ๊ดาว ก็คงจะครองผ้าเหลืองอยู่อย่างไม่มีความสงบสุขเป็นแน่ เพราะใจยังปรารถนาชีวิตทางโลก น่าเห็นใจค่ะ
แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า น่าจะสึกมาก่อนจึงค่อยไปเป็นเจ๊ดาว

กราบนมัสการค่ะ หลวงพ่อ

#1 By ~ N ~ on 2009-02-08 21:25

Dhammasarokikku View my profile