นิทานรักชาติ ตอนที่ ๑๐

posted on 26 Oct 2008 13:30 by akkarakitt in Experience

หลวงตาอดหลับอดนอนมาแต่เมื่อวาน ก็เลยมาอู๊พซ์ช้าไปหน่อย ไม่ใช่ว่าอ่านหนังสือหนักหรอกนะ พอดีวันพฤหัสฯ นี้ ครบรอบวันมรณภาพ หลวงพ่อบุญเลิศ พระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ของวัดท่าพระ จะมีลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อบุญเลิศ มาทำบุญกันเยอะ ก็เลยลองใช้ความรู้น้อย ๆ ที่มี ทำของที่ระลึกขึ้นมา ก็ได้มาเป็น "ปฏิทิน" เจ้าข้าเอ้ย หลวงตาเป็นโรคจิต ชอบทำภาพพาโนราม่า ทั้งที่มันทำยากฉิบโป๋ง แต่ทำสำเร็จแล้ว ก็ปลื้มใจดี ใกล้ ๆ สอบนี่ ทำอะไรก็หนุกไปหมดเยย...

 

click to comment

ใครอยากได้ มารับได้ที่วัดท่าพระ วันพฤหัสนี้เด้อ

ทำแจกแค่ร้อยชุด เท่านั้นละ

 

มาว่าเรื่องของนิทานอิงประวัติศาสตร์กันต่อไป ตอนที่แล้ว ใกล้จะเปิดศึกเต็มทีแล้ว 

เป็นอันว่า เมื่อตั้งรับเสร็จ ตั้งกลยุทธเสร็จ กองทัพขอมก็เคลื่อนมา เขามากกว่าเรา ๔ เท่า เรา ๑ เขามา ๔ คน หรือ ๑๐ เพราะกำลังพลรบเขา ก็มากกว่าคนทั้งหมดของเราอยู่แล้ว และเราตัดเด็ก คนแก่ ออกอีกล่ะ เหลือเท่าไร คนแก่ตั้งแต่ ๖๐ ปี ลงมาเป็นทหารหมด และถ้าอายุ ๖๐ ปี ขึ้นไป ยังแข็งแรงอยู่ ก็เอาเป็นทหารหมด เด็กอายุต่ำกว่า ๑๖ ปี ตัดออกไปเป็นกำลังหนุน และกำลังเสบียง สำหรับคนแก่อายุเกิน ๖๐ ปี ที่มีความชำนาญธนู หน้าไม้ ก็เอาไว้เป็นกองโจร คอยรุกรานบั่นทอนกำลังข้าศึก

พรหมกุมารนั่งบนคอช้างประกายแก้ว สง่างามอยู่หน้ากองทัพ มีเศวตฉัตร ๗ ชั้น กั้นอยู่ นี่เป็นการข่มขวัญกัน มีคนกั้นเศวตฉัตร ซึ่งท่านแม่ทำสวยแจ๋ว ทำด้วยแผ่นแก้ว ตำแหน่งแม่ทัพ สำหรับท่านพ่อ คือพระเจ้าพังคราช มีฉัตรทองงามระยับ ๙ ชั้น กั้นเป็นจอมทัพ แต่ทว่าแม่ทัพสั่งจอมทัพ อยู่เฉย ๆ ยังไม่ต้องรบ ท่านแต่งองค์สง่างามมาก แม่ทัพนายกอง แต่งตัวสง่าลดหลั่นตามลำดับ ช้างทุกเชือก ม้าทุกตัว มีเครื่องประดับแพรวพราว มีกูบทองคำ ทำสวยงามมาก ไม่รู้ว่าจะไปรบหรือว่าไปขายกันแน่

หลานรักทุกคน ฟังหลวงตาเล่า แล้วก็ดูตามไปด้วยนะ นึกภาพดูสิว่า แนวรบเราตั้งยาวเหยียดขนาดไหน และหน่วยกองโจร ที่ซุ่มตามที่ต่าง ๆ เลี้ยงวัว เลี้ยงควายกัน ตามประสาคนแก่เหลาเหย่ ที่พวกข้าศึก นึกว่าไม่มีกำลัง เขาอยู่ที่ไหนกันบ้าง เขาเตรียมการณ์แบบไหนกันบ้าง นึกดูในใจนะ เอาใจเข้าไปจับภาพให้ชัด ถ้าไม่สามารถจับภาพได้ ก็กราบทูลถามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ ว่าขอดูภาพในเวลานั้น ขอให้ภาพนั้นปรากฏแก่ใจของหลาน เห็นไหมหลาน

เราจะเห็นว่า ในเวลานั้น การแต่งกายเป็นชายทั้งหมด แต่จริง ๆ เป็นผู้หญิงตั้งเยอะ จับดาบ ๒ มือ มีหอกซัด มีขอ มีง้าว สารพัด กองทัพขอมเขายกมาแบบรื่นเริง โห่ร้องกันมา การโห่ของขอม คงไม่เหมือนไทย ขอมคิดว่าคราวนี้ไทยต้องย่ำแย่ ขอมตั้งใจมาเลยว่า คราวนี้ขึ้นชื่อว่าคนไทยทุกคน จะต้องไม่มีชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินไทย เพราะขืนให้มันมีชีวิตอยู่ มันก็ต้องขบถแบบนี้อยู่ตลอดเวลา เห็นไหมลูก เขาถือว่าเราขบถ แต่ว่าเขาเป็นโจรปล้นทรัพย์สินของเรา เขาไม่คิด นี่เป็นกำลังใจของคนอันธพาล จะว่ากันจริง ๆ มันก็เป็นไอ้โจรร้ายนั่นเอง

พอกองทัพขอมดำเข้ามาใกล้ มันยับยั้ง จะตั้งค่าย ยังไม่ทันจะตั้งท่า เพราะมันเดินขบวนมากัน พอล้ำเขตไทยเท่านั้น พรหมกุมารก็ให้สัญญาณ ยิงธนูไฟทันที หน่วยกองโจร ที่เลี้ยงควายบ้าง ขุดหัวเผือก หัวมันบ้าง ก็ยิงธนูไฟ ยิงธนูสังหารทันที มาจาก ๒ ข้างทาง พร้อมกันนั้น กองทัพทั้งหมด ก็บุกตะลุยทันที พรหมกุมารไสช้างพลายประกายแก้ว สีขาวผ่อง และเนื้อเป็นประกายเข้าทันที บรรดาสัตว์พาหนะของข้าศึก เห็นช้างพลายประกายแก้วเข้าก็กลัว วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ไอ้ขอมที่อยู่บนหลังม้า คอช้าง มันจะอยู่ได้ยังไง เมื่อช้างม้ามันวิ่งหนี

แม้แต่คนเดิน ก็เหมือนกัน กำลังใจเสียหมด กองทัพไทยจึงไล่ฟาดฟันขอมอย่างไม่ปรานี พวกที่ตายมาก ก็คือกองทัพราบ ตายเพราะถูกช้างม้าเหยียบตาย คนเหยียบกันตายมาก ที่ไปไม่ไหวจริง ๆ ก็ถูกคนไทยทั้งสตรี และบุรุษ (แต่เวลานั้นแต่งตัวเป็นผู้ชายหมด) ไล่ฟันตายเสียนับไม่ถ้วน

ความจริง ถ้าจะนับก็ถ้วน แต่ไม่มีเวลานับ ข้าศึกวิ่งหนีมิได้ยับยั้ง วิ่งเข้าเมืองโยนกนคร แล้วปิดประตูเมือง ช้างพลายประกายแก้วใช้งาแทงประตูพังเลย บุกเข้าไปฟาดฟันข้าศึก

ตอนนี้ ภรรยาก็เป็นทหาร ไปรบด้วย ตามเข้าไป เสียท่าข้าศึก ตอนเข้าประตูเมือง ข้าศึกมันแอบอยู่ข้างประตูเมือง มันใช้หอกแทงภรรยาตาย ตอนนี้ใครเป็น ใครตาย เสียดายกันไม่ได้แล้ว พรหมกุมารเห็นเมียตาย ยิ่งโมโหร้ายใหญ่ ขับไสช้างประกายแก้ว บุกฟาดฟัน พังวินาศสันตะโร ข้าศึกเก็บของไม่ทัน ไล่ตีออกทางหลังเมือง ตั้งตัวไม่ติด ของสักนิดเก็บไม่ได้ เพราะขืนเก็บ ก็ถูกฆ่าตาย หนีออกจากเมือง กองทัพของพระเจ้าพรหมราช ติดตามไล่ข้าศึก ไม่ลดละ ตีทั้งกลางวัน กลางคืน ไม่ยับยั้ง

ถ้าจะถามว่า กินข้าวที่ไหน ก็ตอบว่า นักรบทุกคน มีข้าวตากคั่ว ผสมเกลือเค็ม ๆ หวาน ๆ มีข้าวตาก ยังไม่คั่วด้วยมีกระติกน้ำ รบไปกินไป ประทังชีวิต ได้รับคำสั่งอย่างเดียว “ขอมอยู่ที่ไหน ฆ่าให้หมดแม้แต่เด็กที่ออกในวันนั้น ก็อย่าให้เหลือเป็นเชื้อขอม ตีไม่หยุด ๓ วัน กับ ๓ คืน ขอมมันไม่ได้กินข้าวนี่ ปัดโธ่ มันก็เพลีย ไปไหนไม่ไหว ช้าลง ถ้าช้าก็ตาย แค่ ๓ วัน กองทัพช้าง ทัพม้า ก็มาถึงทุ่งยั้งทัพ ที่เวลานี้เขาเขียนไว้ว่า “บ้านยั้งทัพ” มาหยุดตรงนั้น พลรบตามไม่ทัน พระเจ้าพรหมราชจึงสั่งยั้งทัพ เป็นการพักกำลัง แล้วเคลื่อนไปรวมกัน ที่บ้านชุมพล พักกันที่นี่ ๓ วัน

เป็นอันว่าข้าศึกซึ่งมีกำลังมากกว่าเรา ๔ เท่า ต้องย่อยยับไป ทั้งนี้เพราะอาศัยคนไทย ตัดสินใจแน่นอนว่า การรบคราวนี้มี ๒ ทาง ถ้าไม่ชนะ ก็หมายถึงว่าตายทั้งชาติ เพราะเขาไม่เก็บเราไว้แน่ ดังนั้นการรบ ต้องตัดสินใจแน่นอน คำว่า ไม่กลัวตาย ต้องมีอยู่ในใจ ถือว่าเป็นของธรรมดา การป่วย เจ็บไข้ไม่สบาย การตาย ถือเป็นธรรมดาของนักรบ แต่ว่า เราก็ต้องหวังผลจากการรบคือ ๑.ได้รับอิสรภาพ ๒. ได้รับเนื้อที่ ๓. คนเบื้องหลังมีความสุข ๔. คิดว่า เราสละชีวิตของเราหนึ่ง แต่ว่าเพื่อความสุขของคนเบื้องหลัง อีกหลายเท่า อย่างนี้จึงจะเป็นนักรบได้ และการรบจริง ๆ ไม่ถือว่า กำลังเป็นสำคัญ กำลังคน กำลังอาวุธ มีความสำคัญ ถ้าไม่มี เราก็รบไม่ได้ แต่ถ้ามี กำลังคน กำลังอาวุธ ถ้าขาดกำลังปัญญา มีกำลังเท่าไร ก็แพ้เขาเท่านั้น

ดังนั้น กำลังคนก็ดี กำลังอาวุธก็ดี และกำลังปัญญาก็ดี ๓ ประการนี้ ต้องประสานกัน นอกจากนี้ กำลังสำคัญ คือ กำลังเศรษฐกิจ คือ เสบียงอาหาร กำลังสำคัญใหญ่ ก่อนออกรบ ก็คือกำลังแห่งความสามัคคี ที่หลวงตา เคยบอกบรรดาลูกหลานทั้งหลายว่า คนไทยทั้งชาติ ควรจะตั้งอยู่ใน สังคหวัตถุ ๔ มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีศรัทธาเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน หมายถึง ต่างคน ต่างรักความเป็นสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกัน และกัน มีจาคะเสมอกัน หมายถึงมีการเกื้อกูลซึ่งกัน และกัน สร้างความรัก สร้างความเป็นปึกแผ่น มีศรัทธาเสมอกัน คือ หาความเชื่อ ในสิ่งที่ควรเชื่อ มีปัญญาเสมอกัน คือ ก่อนจะเชื่อ ใช้ปัญญา พิจารณาเสียก่อน ทุกคนถ้าอยู่ร่วมกันได้แบบนี้ ก็หมายถึงว่า เราทั้งชาติมีความสุข และไม่มีใครสามารถมาทำอันตรายเราได้

เป็นอันว่า เมื่อกองทัพหน้า อันมีพระเจ้าพรหมมหาราช ตีขอมดำตะลุยไม่หยุดเลย เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน ก็มาพักทัพอยู่ที่บ้านยั้งทัพ แล้วเคลื่อนไปรวมพลที่บ้านชุมพล เห็นว่าทแกล้วทหารรวมตัวกันดี และทัพราบ ตามมาทัน มีการพักผ่อนตามสมควร ต่อมาก็ขยายกำลัง ออกเป็นจุดเล็ก ๆ เพราะตอนนี้ ขอมไม่อยู่เป็นจุดใหญ่แล้ว ก็เก็บเล็กเก็บน้อย ขอมหมดแรง เจอะที่ไหนฆ่าที่นั่น ขึ้นชื่อว่าขอม ไม่ให้มีชีวิตอยู่เลย ตอนนี้ ต้องใช้เวลาถึง ๑ เดือน  ก็มาถึงเมืองกำแพงเพชร

ตามตำนานท่านบอกว่า พระอินทร์มาเนรมิต กำแพงเพชรกั้นเอาไว้ ความจริงแล้ว ท่านเห็นว่า จะทำบาปมากเกินไป จึงให้วิษณุกรรมเทพบุตร มาทำให้ทหารทั้งหมด หมดกำลังใจ แม้แต่พระเจ้าพรหมมหาราชเอง คิดว่าการเก็บล้างขอมก็ยากแล้ว แค่นี้ก็พอ เป็นอันว่าพระเจ้าพรหมราช ได้ขยายอาณาจักรของโยนกนครจากพะเยา ลงมาถึงกำแพงเพชร นี่ก็ไม่ใช่น้อย หลังจากนั้นก็ยกทัพกลับโยนกนคร ประชาชนที่อยู่เบื้องหลัง ยืนถือดอกไม้ ธูปเทียน รับทัพพระเจ้าพรหมมหาราช ๒ ข้างทางด้วยอาการสงบ

พระเจ้าพรหมมหาราช กลับไปก็อัญเชิญพระราชบิดา ขึ้นเสวยราชสมบัติ ให้พี่ชายเป็นมหาอุปราช แทนที่ตัวจะเป็น ท่านเองก็มารักษาอยู่ที่กำแพงเพชรนี่ บ้านเมืองแห่งโยนกนคร ก็เป็นสุขต่อไป เพราะขอมสิ้นไปจากแผ่นดินไทยแล้ว อาณาเขตของโยนกนครเวลานั้น ก็ขยายจากพะเยา มาถึงกำแพงเพชร ก็ไม่ใช่น้อย เวลานั้นพระเจ้าพังคราช มีอายุ ๔๒ ปี รวมเวลาที่เป็นทาสขอมอยู่ ๒๒ ปี คนไทยลืมตาอ้าปากได้มีความสุข

ต่อมา พระพุฒโฆษาจารย์ซึ่งเป็นไทยใหญ่ ได้นำพระไตรปิฏก กับพระบรมสารีริกธาตุ มาถวายพระเจ้าพังคราช ดังนั้น พระองค์จึงให้ลูกชายทั้งสอง คือ เจ้าชายทุกภิกขะ และพระเจ้าพรหมมหาราช มาร่วมกันบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บนดอยน้อย คือพระธาตุจอมกิตติ สถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ทำเป็นอ่างทองคำ ฝังไว้ใต้ดิน มีเรือสำเภา ทำมณฑป บรรจุผะอบแก้ว ผะอบทอง ผะอบเงิน ผะอบนาค และผะอบงาช้างเป็นชั้น ๆ เมื่อบรรจุแล้วก็สร้างเจดีย์ขึ้น ทำทองคำแผ่น รีดเป็นแผ่น ๆ แปะหุ้มภายนอก ขององค์เจดีย์ ตั้งแต่ยอด ลงมาถึงฐานเต็มองค์ ดังนั้น เจดีย์องค์เดิม ที่บรรดาลูกหลานเห็น เป็นทองอร่ามอยู่ภายใน องค์ปัจจุบันนั่น เป็นความจริง ต่อมาพระเจ้าผาเมือง ทรงสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ทับเข้าไว้ ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ถ้าไม่สร้างทับไว้ เวลานี้ทองคงจะหมดไป

 

เจดีย์พระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย หลาน ๆ อย่าลืมไปเยี่ยมบ้างเด้อ

 

เวลานั้น สมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์ ท่านชี้จุดบนดอยน้อยนี้ว่า องค์สมเด็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ณ ที่นี้ ทรงอธิษฐานให้เส้นพระเกศาของพระองค์ หลุดติดพระหัตถ์มา ๓ เส้น เมื่อทรงเสยพระเกศา แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงฝังเส้นพระเกศา โดยการอธิษฐานให้จมลงไปบนยอดดอยน้อยนั้น แล้วทรงพยากรณ์ว่า “เขตแดนนี้ ต่อไปจะมีนามว่า โยนกนคร จะมีความเจริญรุ่งเรือง จะสามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้ครบ ๕,๐๐๐ ปี”

เวลานั้น ทุกคนทราบเรื่องก็ดีใจ ประกอบกับมีความเคารพ ในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากอยู่แล้ว ต่างคน ต่างก็บูชาด้วยเครื่องสักกาวรามิสต่าง ๆ และได้ปฏิบัติ เป็นปกติอยู่แล้วในด้าน ทาน ศีล ภาวนา ครบถ้วน

บั้นปลายของชีวิต พระเจ้าพังคราชได้ไปเจริญสมณธรรมที่วัดปากน้ำคำ ที่เขากำลังซ่อมบำรุงกันอยู่เวลานี้ พระองค์ได้ฌานสมาบัติ เวลาทิวงคตก็ไปเกิดเป็นพรหมชั้นที่ ๑๑ เพราะท่านบอกว่า เวลานั้นยังไม่ได้พระอนาคามี แต่เวลานี้ได้พระอนาคามีแล้ว (พ.ศ.๒๕๒๑) ก็ไม่อยากเลื่อนไป เพราะอยู่ที่นี่ก็สบายดี แต่ปัจจุบันนี้ (ปี พ.ศ.๒๕๒๔) สมเด็จพระเจ้าพังคราช ไปนิพพานนานแล้ว

ต่อมา เจ้าชายทุกภิกขะก็เสด็จเสวยราชสมบัติแทนพระราชบิดา และในที่สุด ก็ทิวงคต พระเจ้าพรหมมหาราชก็เป็นกษัตริย์ ปกครองโยนกนครสืบมา พระองค์ก็เจริญสมณธรรม ทรงฌานสมาบัติ เวลาทิวงคต ก็ไปเป็นพรหมตามเดิม มีความสุขด้วยอำนาจธรรมปีติ

ต่อมาภายหลังลูก ๆ ของพระเจ้าพรหมมหาราชเก่งไม่เท่าพ่อ ก็เลยเสียเอกราช ให้แก่ไทยใหญ่ แต่ก็ไทยเหมือนกัน แล้วราชวงศ์เชียงแสน ก็ถอยหลังลงมาทางใต้ เป็นต้นตระกูลของพระเจ้าอู่ทอง ที่สร้างกรุงศรีอยุธยา และเวลานี้ ราชวงศ์จักรี ก็เป็นราชวงศ์ของเชียงแสนอยู่นั่นเอง นี่คนแก่ ซึ่งไม่ใช่หลวงตานะ ท่านเล่าให้ฟังต่อ ๆ กันมา

หลวงตามานั่งนึก ๆ ดูนะว่า พวกเราที่กำลังนั่งอ่านบล็อกอยู่นี่ ดีไม่ดีก็จะเกิดในสมัยเชียงแสน หรือสมัยพระเจ้าพังคราชตอนโน้น ก็ได้ ดีไม่ดี ก็เป็นนักรบบ้าง นักรักบ้าง แล้วก็มานั่งป๋อหลอแช็ทเอ็ม เม้นท์ฮิห้า อ่านเอ็กซ์ทีน กันอยู่ที่นี่ก็ได้ ใครจะไปรู้ ถ้าเวลานี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชมน์อยู่ หรือว่าบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านชอบซุกซิก เราก็อาจจะถามท่านได้ว่า พวกเราที่กำลังนั่งฟังอยู่เวลานี้ เกิดทันสมัยนั้นบ้างหรือเปล่า เป็นนักรบบ้างหรือเปล่า ดีไม่ดีท่านจะชี้หน้าว่า คนนั้นเป็นคนนี้ คนนี้เป็นคนนั้น ๆ เป็นต้น

เรามาพูดกันว่า ทำไมประเทศ จึงต้องมีกษัตริย์ คำว่า “กษัตริย์” นี่เขาแปลว่า “นักรบ” กำลังใจของคนไทยทั้งหมดอยู่ที่หัวหน้า ถ้าหัวหน้าขี้แย คนไทยก็ขี้แย ถ้าหัวหน้าเอาจริง ขอให้เอาจริงสักอย่างเดียว คนไทยทั้งชาติจะลุกขึ้นจับดาบสู้ อย่างเช่นเวลานั้น ที่พรหมกุมารเป็นหัวหน้านำคนไทย แม้เพียงส่วนน้อย น้อยกว่าขอมมาก ถูกขอมย่ำยีอย่างหนัก ต้องแอบซุ่มซ้อมรบกัน เมื่อหัวหน้าเอาจริง เราก็สามารถขับไล่ขอม ออกจากเขตไทยได้ แถมขยายอาณาเขตออกไปอีก

ขอย้อนถึงพระเจ้าพรหมมหาราช ตอนทิวงคต อาศัยกำลังฌานสมาบัติ ก็ไปเกิดเป็นพรหม คนที่มาจากพรหม หรือจะไปเป็นพรหมได้ ต้องมีกำลังใจเข้มแข็ง จากกำลังฌานสมาบัติ เวลาที่มาเกิด คนมาจากพรหม จะมีจริยาไม่เหมือนชาวบ้าน ชาวเมืองเขา จะรักแต่ความเป็นธรรมอย่างเดียว ถ้าเจอความอยุติธรรม ก็สู้แบบเอาหัวชนฝาเลยทีเดียว เรียกว่า ไม่ยอมขึ้นกับความยุติธรรม

เป็นอันว่าพระเจ้าพรหมมหาราชตายไปเกิดเป็นพรหมตามเดิม เห็นไหมลูก รบกันเกือบตาย ขยายเขตแดนออกไปร่ำรวยกัน เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ผลสุดท้ายก็ตายหมด ตายแล้วขนอะไรไปได้บ้าง แม้แต่หนวดเส้นเดียวก็เอาไปไม่ได้

เป็นอันว่า ตายกันเสียทีพระเจ้าพรหม เวลาในเมืองมนุษย์ผ่านไป ๘๐๐ ปี ท่านก็นอนสบายอยู่ที่พรหม หนีเหนื่อยไป หนีบาปไป ด้วยกำลังของฌาน และวิปัสสนาญาณ เพราะท่านผู้นี้ทำบาป แล้วก็ทำบุญ เวลาเป็นพระราชา ก็ต้องแบ่งเวลาความเป็นพระราชาบ้าง ถ้าไม่แบ่งเวลาไม่ได้ เป็นพระราชาทุกวินาทีก็หายใจไม่ออก มันต้องกระโดดโลดเต้นกันบ้างเป็นธรรมดา ๆ

อ่านดูแล้วเป็นอย่างไรบ้างหล่ะ หลาน ๆ เอ๋ย บรรพบุรุษของไทย ต่อสู้เพื่อเอกราชของไทยมาโดยตลอด ท่านทั้งหลายนี่สู้ลำบาก ยอมทำบาป เพราะเห็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญนะ ไม่ได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หรือพวกพ้องที่มีผลประโยชน์ร่วมกันแค่ไม่กี่คน เป็นหลัก เมื่อเมืองไทยประสบเหตุเภทภัย เหล่าพระโพธิสัตว์บารมีสูง ๆ ทั้งหลาย จักลงมาจุติ กอบกู้เอกราชของไทย จนมีชื่อเรียกรวม ๆ ว่า "พระสยามเทวาธิราช" เป็นชื่อเรียกรวมนะหลานนะ มีหลายองค์ ไม่ใช่องค์เดียว องค์ที่เล่านิทานเรื่องนี้ ให้หลวงตาฟัง ท่านลำบากเพื่อเมืองไทยมาหลายวาระแล้ว ลงมาเกิดเฉพาะในเมืองไทย ไม่รู้กี่สิบรอบ ลำพังคนธรรมดา ที่ไปเกิดเป็นพรหมหน่ะ ไม่ต้องลงมาเกิดถี่ขนาดนี้หรอก เพราะเวลาบนสวรรค์ชั้นพรหม เดินช้ามาก เวลาบนนั้นไม่กี่ชั่วโมง บนโลกไปแล้วหลายร้อยปี และความเป็นพรหม ก็มีความสุขมากนะหลานนะ ไม่ใช่เหมือนนรก หากไปเกิดในนรกนั้น อยากจะพ้นจากนรกทุกวินาที ทุกเสี้ยววินาที แต่สวรรค์ชั้นพรหมนี่ สงบอย่างยิ่ง เป็นสุขอย่างยิ่งนะหลานนะ

ลองนึกภาพดูละกันว่า มันลำบากแค่ไหน จุติลงมากอบกู้เอกราช (ซึ่งก็ต้องทำปาณาติบาต) พอบ้านเมืองสงบราบคาบ ตายไปก็กลับไปเป็นพรหม ไม่เกิน ๒๐๐ ปี ซึ่งนับเวลาบนสวรรค์ชั้นพรหม อาจจะไม่กี่ชั่วโมง ข้าศึกก็มาประชิดเมืองอีกแล้ว หรือไม่ คนไทยก็ตีกันเองอีกแล้ว ถ้าเหตุการณ์มันแย่มาก ถึงขั้นจะสูญเสียเอกราช ท้าวผกาพรหม ก็ต้องไปสะกิด ท่าน ๆ ได้เวลาลงไปเกิดอีกแล้ว คิดดูซี ถ้าเป็นเรา เราจะรู้สึกอย่างไร อุปมาก็คงเหมือนเราไปอบซาวน่ามาสักหกสิบปี ทรมานเหลือกำลัง (เกิดเป็นคนมันมีแต่ทุกข์ เพราะขันธ์ ๕ นะหลานเอ๋ย) พอออกจากห้องซาวน่าได้ ก็ไปนั่งพักในห้องแอร์ แหม... มันสบายดีจริง ๆ ๒ ชั่วโมงให้หลัง มีคนมาสะกิด เฮ้ย... กลับไปเข้าซาวน่าต่อ เป็นเราคงรมณ์เสียน่าดู แต่ท่านไม่เคยบ่นสักแอะ เกิดก็เกิด จุติก็จุติ เหนื่อยสายตัวแทบขาด ก็ยอม เพื่อให้ชาติคงอยู่ ศาสนาคงอยู่ กษัตริย์คงอยู่ และเพื่อความสุขสงบของประชาชนชาวไทย

รักชาติกันขึ้นบ้างหรือยัง?

โปรดติดตามตอนต่อไป

จบตอน ๑๐

edit @ 30 Oct 2008 18:52:50 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

คนไทยด้วยกันรักกันเข้าไว้
หุ่นตะเลงพ่าย คือ การแสดงซ้อมหุ่นกระบอกของมูลนิธิคุณจักรพันธุ์ โปษยกฤต ค่ะ เค้าเปิดให้เข้าชมการซ้อม ซึ่งฟรี.... แล้วตอนที่เล่น... ตะเลงพ่ายคือตอนที่พระนเรศวรสู้กับพระมหาอุปราชพม่า แล้วได้ชัยชนะค่ะ

ปล. รู้น้อยเหมือนกัน sad smile ในงานได้ยินพ่อบอกลูกว่า ตะเลง คือ พม่า.... ( ตะเลงพ่าย ก็ พม่าแพ้ cry อันนี้แปลเอง )

#8 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-27 10:55

^
ย๊าง... ยังอู๊พซ์ได้อีกหลายวัน

big smile

#7 By Dhammasarokikku on 2008-10-27 06:00

แล้วก็จบลงด้วยดี พระเจ้าพังคราช พระเจ้าพรหมมหาราช ก็ไปเกิดเป็นพรหม คนไทยได้ที่ดินเป็นของตัวเอง

แล้วก็มาตีกันอีกแล้ว cry
^

เออม... น่าจะใช่แฮะ ไม่รู้เขาพิมพ์ผิด หรือเป็นภาษาโบราณ แต่ดูบริบทแล้ว น่าจะเป็นซุบซิบ นั่นแหละนะ ขนาดพระอรหันต์ยังชอบซุบซิบเลยนะเนี่ยะ

หรือว่า จะเป็นสมาสของคำว่า ยุกยิก กับ ซุกซน

แก้ดีไหมเนี่ยะ จะเสียรูป อรรถรส หรือไม่

งานอู๊พซ์ก็อย่างนี้แล ไม่ได้เขียนเอง

อะไรคือหุ่นตะเลงพ่ายหว่าembarrassed embarrassed embarrassed

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2008-10-26 21:34

สาธุค่ะ วันนี้ไปดูเค้าซ้อมหุ่นตะเลงพ่าย

ปล. ซุกซิก นี่ ซุบซิบเปล่าคะท่าน embarrassed

#4 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-26 21:10

^

เอ๊ะ... ทำไมมีหัวใจด้วย

สูงสุด คือ การรักษา "ศาสนาพุทธ" ไว้ให้คงอยู่ เพราะศาสนาพุทธ มิใช่มีคุณค่าเฉพาะกับคนไทย หากแต่ยังประโยชน์แก่มนุษยชาติทีเดียว

เพราะเหตุนี้ บางทีจึงเกิดคำถามว่า ทำไมพระโพธิสัตว์ ถึงต้องลงมาฆ่าแกงผู้คนจำนวนมาก พระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่เปี่ยมเมตตามิใช่หรือ

คำตอบ คือ นี่ละ ศาสนาพุทธนั้นสำคัญอย่างยิ่งยวดจริง ๆ ชีวิตในโลกมนุษย์ อย่าเก่งไม่เกิน ๑๒๐ ปี ก็ตายกันหมดแล้ว แต่หากศาสนาพุทธสูญสลายไป ก่อนเวลาอันควร "ทาง" จะหนีออกจากสังสารวัฏ จะถูกปิดไปด้วย บางครั้งจึงต้องยอมผิดศีลบ้าง เพื่อรักษาสิ่งที่ยังประโยชน์ยิ่งใหญ่กว่า

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-10-26 17:31

พิมพ์ไม่หมด -0-

ขบวนการทำลายกษัตริย์ไทยมีอยู่จนถึงทุกวันนี้เลยละค่ะ คิดแล้วก็เซง เพราะคนที่เห็นจริงๆว่ามีอยู่มีน้อย คนทั่วไปกลับไปคิดว่าคนทะเลาะกันเพราะความคิดขัดกันเฉยๆ แต่จริงๆแล้วเค้าบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มาแต่ไหนๆแล้ว

#2 By Rinna ♥ on 2008-10-26 16:59

ขบวนการทำลายกษัตริย์ไทยมีอยู่จนถึงทุกวันนี้เลยละค่ะ

#1 By Rinna ♥ on 2008-10-26 16:56

Dhammasarokikku View my profile