ขอแหกโค้งออกนอกกรอบธรรมะไปสักนิดครับ ไปอ่านเอ็นทรี่ เรียนแล้วไม่ได้ใช้ ทำไมถึงต้องเรียน ของท่านเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ สะท้อนใจหยั่งเรงนิ นี่ตูเรียนมาแทบตายห่ะ สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ทำแป๊ะอะไร วันนี้เลยขอถอยออกจากแก่นธรรมะอันหนักหน่วงของการถอดถอนตัวตน มาว่าเรื่องเบา ๆ กันบ้าง ขอออกตัวสักนิดว่า เรื่องนี้เรียนมาเป็นสิบปีแล้วครับ หากมันจะตก ๆ หล่น ๆ ขาด ๆ เกิน ๆ  ผิดพลาดไปบ้าง ก็ขออภัยครับ เรียนมานานเนกาเลนักหนาแล้ว จุดประสงค์อยากชี้ให้เห็นเท่านั้นครับว่า สิ่งที่เราเรียน ๆ กัน มันเอาไปใช้อะไร

ก่อนอื่น เอาธรรมนิยาย ของ อ.วศิน ไปฟังก่อนครับ

เคยสงสัยมานานแล้วครับว่า ไอ้วิชา "สถิติ" นี่ เรียนไปทำแม้วอะไร มันเอาไปใช้อะไรได้ ช่วง ม.๕ รู้สึกเป็นไม้เบื่อไม้เมากับมันมาก แต่พอขึ้น ม.๖ ก็ถล่มมันซะเละครับ เนื่องจากสมัยก่อน สถิติจักถูกนำมาออกข้อสอบข้อเขียน  หรือข้อสอบอัตนัย ข้อละ ๓ คะแนน (ข้อสอบตัวเลือก ๒ คะแนน) สมัยนั้นไอ้นอร์มอลเคิร์ฟ ที่ใช้อธิบายการกระจายตัวของนักการเมืองหัว เบ้ซ้ายจัด เบ้ขวาจัด นี่ลุยกับมันมานักต่อนักแล้วครับ เข้าห้องสอบเอ็นทร้านซ์นี่ ลุยข้อเขียนก่อนเลยครับ

จนเรียนมหาลัยแล้ว ก็ยังไม่ทราบครับว่า วิชานี้เอาไปใช้ทำซากอ้อยอะไรได้ รู้สึกเหมือนมันเป็นคณิตศาสตร์ที่ห่างไกลความจริง หรือเอาไปใช้ได้ยากอยู่มาก อยู่มาวันหนึ่ง ได้ไปเที่ยว มิวเซียมออฟแมท ที่วอชิงตันครับ ...โอ้พระเจ้าจอร์จ ที่นั่นเองข้าพเจ้าได้พบความอัศจรรย์ของวิชานี้

เขาทำโมเดลจำลองคณิตศาสตร์เป็นรูปนอร์มอลเคิร์ฟครับ โมเดลนั้นหน้าตาคล้ายเกมเกมหนึ่ง ที่หย่อนเหรียญสีดำ สีขาว ลงในช่องจากข้างบนหน่ะครับ ไม่รู้ใช่ โอเทโล่ หรือเปล่า แต่แทนที่จะเป็นเหรียญร่