ในเอ็นทรี่ก่อน ได้มีผู้สอบถามเข้ามาว่า พระนิพพาน คือ อะไร ซึ่งข้าพเจ้าได้ปฏิเสธ การให้นิยามของพระนิพพาน โดยที่ตนไม่รู้จริง ยังไม่ถึง ได้แต่จำคำเขามาพูดว่า นิพพานเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ สิ่งที่น่าสนใจกว่า คือ ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน มีวิธีเข้านิพพานเป็นกระบุงทีเดียว

ข้าพเจ้าวนเวียน จะเขียนเรื่องนี้อยู่นานแล้ว เต้นฟุตเวิร์คจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก หาช่องเข้าคลุกวงใน ยากเต็มที วันนี้แล ต้องบุกเข้าอัปเปอร์คัทลำตัว เอาให้น็อคให้ได้

ดังที่ท่านทั้งหลาย คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้น มีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ซึ่งในพระสูตร พระสูตรหนึ่ง จะมีพระภิกษุสงฆ์ หรือ ฆราวาส อย่างน้อย ๑ ท่านบรรลุธรรมเสมอ ดังนี้แล้ว จึงอาจอนุมานได้ว่า พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น หมายถึง วิธีเข้าถึงพระนิพพาน ๘๔,๐๐๐ หมวดวิธี หรือ ๘๔,๐๐๐ แบบใหญ่ ๆ และยังมีแยกย่อยออกไปอีก ตามวิสัยของแต่ละคน

ที่เข้าใจไปเช่นนั้น ก็เพราะเมื่อครั้งออกตะลุยบู๊ตึ๊ง ท่องยุทธภพ ไปตามสำนักต่าง ๆ ได้เรียนรู้วิทยายุทธหลายอย่าง หลากสไตล์ มีกรรมฐานเป็นสิบ ๆ แบบ แต่ละสำนักก็ว่า ของตนดี ของตนถูกต้อง ตรงตามพระไตรปิฎก ของสำนักอื่นสอนผิด บางทีทะเลาะกันเองก็มี แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า ใครถูก ใครผิด
 
ครั้นศึกษาไปเรื่อย ๆ ก็พบว่า ตอบข้อ ง. ถูกทุกข้อ ทุกแบบ ทุกสไตล์ ล้วนเป็นหนึ่งใน ๘๔,๐๐๐ วิธีนั้น
 
วันนี้มาลองแซมเปิ้ลกันสักวิธีหนึ่งเป็นไร
 
ตามความในคิริมานนทสูตร แสดงไว้อย่างนี้ครับ (สีแดง คือ พระสูตร ดั้งเดิม สีน้ำเงิน คือ ความเห็นส่วนตัว)
 
ทำตัวเราให้เหมือนแผ่นดิน หรือปล่อยวาง จึงได้ชื่อว่าถึงพระนิพพานดิบ
 อานันทะ ดูก่อนอานนท์ อันว่าพระนิพพานนั้น พึงให้ดูอย่างแผ่นดินพระธรณี มีลักษณะอาการฉันใด ก็ให้ตัวเรามีลักษณะอาการฉันนั้น ถ้าทำได้เช่นนั้น ก็ได้ชื่อว่าถึงพระนิพพานดิบ ถ้าทำไม่ได้ แต่พูดว่าอยากได้ จะพูดมากมายเท่าไร ๆ ก็ตาม ก็ไม่อาจที่จะได้จะถึงเลย ถ้าปรารถนาจักถึงพระนิพพานแล้ว ต้องทำจิตใจของตน ให้เหมือนแผ่นดินเสียก่อน ไม่ใช่เป็นของทำได้ด้วยง่าย ต้องพากเพียร ลำบากยากยิ่งนักจึงจักได้ จะเข้าใจว่า ปรารถนาเอาด้วยปากก็คงจักได้ อย่างนี้เป็นคนหลงไป ใช้ไม่ได้ ต้องทำตัวทำใจ ให้เป็นเหมือนแผ่นดินให้จงได้ ลักษณะของแผ่นดินนั้น คนแลสัตว์ทั้งหลาย จะทำร้ายทำดี กล่าวร้ายกล่าวดีประการใด มหาปฐพีนั้นก็มิได้รู้โกรธ รู้เคือง (เป็นการเริ่มอารัมภบท นิยามของพระนิพพาน ลักษณะอารมณ์ใจ ของผู้ถึงพระนิพพาน และการปฏิบัติ เพื่อให้เข้าถึงพระนิพพาน)
 
การปล่อยวางจิต คือ ให้ละโลภ โกรธ หลง
อานันทะ ดูก่อนอานนท์ คำที่ว่าให้ปล่อยวางจิตใจนั้น คือว่าให้ละความโลภ ความโกรธ ความหลง ปลงเสีย ซึ่งการร้ายและ การดีที่บุคคลนำมากล่าว มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ อย่ายินดียินร้าย แม้ปัจจัยเครื่องบริโภค เป็นต้นว่า อาหารการกิน ผ้าผ่อนท่อนสไบ ที่อยู่ที่นอน แลเภสัชสำหรับแก้โรค ก็ให้ละความโลภความหลง ในปัจจัยเหล่านั้นเสีย ให้มีความมักน้อยในปัจจัย แต่มิใช่ว่าจะห้ามเสียว่า ไม่ให้กิน ไม่ให้นุ่งห่ม ไม่ให้อาศัยในสถานที่ ไม่ให้กินหยูกยา เช่นนั้นก็หามิได้ คือให้ละความโลเล ในปัจจัยเท่านั้น คือ เมื่อได้อย่างดี อย่างประณีต ก็ให้บริโภคอย่างดี อย่างประณีต ได้อย่างเลวอย่างหยาบ ก็ให้บริโภคอย่างเลว อย่างหยาบ ตามมีตามได้ ไม่ให้ใจขุ่นมัวด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่างนี้แล ชื่อว่าปล่อยวางใจเสียได้ (อันนี้ใครก็ ทราบว่าให้ละโลภ โกรธ หลง แต่ใครจะทราบว่าละอย่างไร พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ ศีล ๕ ศีล ๑๐ ศีลปาติโมกข์ ขึ้นก็เพื่อ ให้มีความมักน้อยในปัจจัย ๔ เป็นสำคัญ เมื่อโลภ โกรธ หลง ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว ใจของเราก็จะ เหมือนกับปฐพี คนที่ไม่ทราบ เป้าหมายสำคัญอันนี้ ก็จะถือศีลด้วยความงมงาย บ้างก็เคร่งเกินไป บ้างก็หละหลวมเกินไป หาปัญญามิได้)
 
การวางใจ ปลงใจนั้นคือ วางสุข วางทุกข์ วางบาปบุญคุณโทษ วางโลภ โกรธ หลง วางลาภ ยศ นินทา สรรเสริญทั้งหมดทั้งสิ้น เหมือนดังไม่มีหัวใจ จึงชื่อว่าทำให้ใจให้เหมือนแผ่นดิน ถ้ายังทำไม่ได้ อย่าหวังว่า จักได้โลกุตรนิพพานเลย (แนวการปฏิบัติทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ทาน ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีลปาติโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ๘ ปัญญา โลกธรรม ๘ บารมี ๓๐ ทัศ กรรมฐาน ๔๐ มหาสติปัฏฐาน ๔ การดูเพ่งอายตนะ ๖ อริยสัจ ๔ สามัญญลักษณะ ๓ การพิจารณาขันธ์ ๕ วิปัสสนาญาณ ๙ สังโยชน์ ๑๐ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีปลายทางเพื่อการนี้โดยเฉพาะ)
 
เป็นอย่างไรบ้างครับ จำง่ายไหมครับ สรุปย่อ ๆ สั้น ๆ ก็คือ ทำใจให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ใครจะว่าดี ว่าร้าย เฉยเสียให้หมด ทั้งนี้ ไม่ใช่ทำความเลว เขาด่าแล้ว ไม่หวั่นไหวนะ อย่างนั้นไม่เรียกว่า ทำใจให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน เขาเรียกว่า "หน้าด้าน"
 
การทำใจให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ก็คือการไม่ยินดี ยินร้าย แม้เมื่อเราทำความดี แล้วถูกด่า เราก็ไม่ได้หวั่นไหว เพราะเรารู้ว่า เราดี เราทำความดี เขาว่าเราเลว เราก็ไม่ได้เลวไปอย่างปากเขาว่า อย่างนี้่เรียกว่า "หัวใจตายด้าน" ใช่ว่า ต้องไปแก้ตัวพัลวันว่า ไม่...ไม่นะ คุณจะมาเข้าใจฉันอย่างนั้นไม่ได้ อย่างนั้น ก็เรียกว่า ยังติดตัวติดตน ติดภาพพจน์ว่า ทุกคนต้องเข้าใจว่า ฉันเป็นคนดี ไปดูความในพระสูตร ต่ออีกหน่อยครับ
 
ผู้ปฏิบัติอริยมรรคให้เต็มที่ จึงจะวางใจให้เหมือนแผ่นดินได้
อานันทะ ดูก่อนอานนท์ ผู้มิได้กระทำอริยมรรคปฏิปทาให้เต็มที่ ยังเป็นปุถุชน คนหนาแน่นไปด้วยกิเลส หาปัญญามิได้ แลจักวางใจทำตัวให้เป็นเหมือนแผ่นดินนั้น ไม่อาจทำได้เลย ผู้ที่วางใจ ทำตัวให้เป็นเหมือนแผ่นดินได้นั้น มีแต่บุคคลผู้เป็นนักปราชญ์ และเป็นสัตบุรุษ จำพวกเดียวเท่านั้น เพราะท่านไม่ถือตนถือตัว ท่านวางใจให้เป็นเหมือนแผ่นดินได้ ท่านจึงได้ถึงพระนิพพาน ส่วนคนโง่เขลานั้น ถือตนถือตัว ถือว่าร่างกาย เป็นอัตตาตัวตน จึงปล่อยวางมิได้
 
อานันทะ ดูก่อนอานนท์ อันว่าบุคคลที่ถือตัวถือตนอยู่นั้น ย่อมเป็นคนมักโลภ มักโกรธ มักหลง บุคคลจำพวกใด ที่ตกอยู่ในอำนาจแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น จะเป็นนักบวชก็ตาม เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม ก็หาความสุขมิได้ เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็หาความสุขในมนุษย์ แลสวรรค์มิได้เลย
 
เห็นได้ชัดเลยว่า ท่านแนะให้เดินตาม อริยมรรค มีองค์ ๘ ซึ่งก็คือทำความดี แล้วใครจะว่าอย่างไร เราก็ไม่สน ชม เราก็เฉย ด่า เราก็เฉย ทำใจเป็นประหนึ่งแผ่นดิน ซึ่งแม้ถูกระเบิดนิวเคลียร์ลง แผ่นดินก็ไม่ได้หวั่นไหว หากเรามีตัวตนมาก ถูกคำชม คำสรรเสริญ คำนินทา คำด่าว่าร้าย เราก็จะหวั่นไหวไปตามลมปาก หากละซึ่งตัวตน หรือแม้แค่ทำตัวตนให้เบาบาง คำชม คำด่า ก็จะเป็นเพียงประโยคบอกเล่า เข้าหูซ้าย แล้วทะลุออกหูขวา ไม่มีความหมายใด ๆ กับเรา

แต่การทำให้ใจหนักแน่นเหมือนแผ่นดินได้ นั่นเป็นปลายทางครับ การจะไปถึงจุดนั้นได้ จำต้องมีอาวุธสำคัญคือ สติสัมปชัญญะ ซึ่งคนทั่วไป มักคิดว่า ตนก็เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ แต่ความจริงแล้ว คุณไม่มีทางรู้จักว่า หน้าตาของสติสัมปชัญญะ เป็นอย่างไร จนกว่า คุณจะได้มีสติสัมปชัญญะ ขึ้นมาจริง ๆ แล้วย้อนมองกลับไปดูตัวเราในอดีต รำพึงว่า โธ่...กรูนึกว่า กรูมีสติสัมปชัญญะ มาตลอด

หมายเหตุ : สติ = ความระลึกได้, สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว

หากไม่มีสติสัมปชัญญะ บางทีเมื่อเราได้รับคำชม ก็หน้าบานไปก่อนที่จะระลึกรู้ได้ว่า นี่เป็นคำชม และเรากำลังดีใจไปกับคำชม หรือเมื่อเราได้รับคำด่า ก็ฟิวส์ขาด ด่ากราด กระแทกกระทั้น คืนไป ก่อนที่จะระลึกรู้ได้ว่า นี่เป็นคำด่า และเรากำลังอารมณ์เสีย เพราะคำด่า

เช่นนั้นแล้ว จะทำใจให้เหมือนแผ่นดินได้อย่างไรครับ ในเมื่อโดนเขากวนอารมณ์ ใช้หมับแย็บ เข้าหน่อย ก็สวนฮุ๊คซ้าย ฮุ๊คขวา ตรงเข้าอัปเปอร์คัท น็อคคู่ต่อสู้เสียแล้ว ไม่ทันรู้เลยว่า ตนอารมณ์เสีย และอาการอารมณ์เสียนั้น ก็เกิดจากอารมณ์ที่หวั่นไหว ไม่หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน

ฉะนั้นเราจึงต้องมาเจริญสติสัมปชัญญะครับ ถ้าท่านสนใจการเจริญสติสัมปชัญญะ ท่านก็มาได้ครึ่งทางของพระนิพพานแล้วครับ เพราะทั้งหมดที่เขาทำ ๆ กัน เผยแผ่กัน ให้เข้าวัด ให้ทำทาน ให้มีศีล ให้นั่งสมาธิ ทุกอย่างล้วนหวังมาที่จุดสุดท้ายนี้ คือ การเจริญสติ เพราะเมื่อมีสติแล้ว ปัญญาก็จะเกิดได้ง่าย และพระนิพพานก็อยู่แค่เอื้อม

คนบางคน มีมุมมองแคบ ต้องการให้พระศาสนา ดำรงอยู่ได้ด้วย "แก่น" เท่านั้น ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ต้นไม้พระศาสนา ก็อยู่ไม่ได้หากปราศจาก ราก, ใบ, กิ่ง, เปลือก และ กระพี้ จะให้พระศาสนาตั้งอยู่โดยมีแก่นโดด ๆ มันก็เหี่ยวแห้งไปในเวลาอันรวดเร็วเท่านั้นเอง

ท่านเหล่านั้น ปฏิเสธวัตถุธาตุทั้งหมด ศาสนาพุทธไม่มีรูปเคารพ ไม่มีวัตถุมงคล ไม่มีการทำบุญสร้างพระพุทธรูป โบสถ์ วิหาร ให้มันยิ่งใหญ่ อลังการ พระสงฆ์ต้องเป็นผู้มักน้อย จะไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายทำไม ให้มันสิ้นเปลืองเงินของญาติโยม  สร้่างแล้วก็ปรักหักพัง ไม่มีคนดูแล

ท่านทั้งหลายคงลืมไปว่า แต่ละคนมีกำลังใจไม่เท่ากัน เพื่อนของข้าพเจ้าบางคน เอารูปที่ตัวเองกำลังเมาแอ๋ มาลงเป็นรูปแสดงตัวตนของเขาในไฮไฟว์ บางคนไม่เคยเข้าวัด บางคนอาราธนาศีลไม่เป็น อย่าว่าแต่จะมารู้ว่า พระไตรปิฎกมีอะไรบ้างเลย แต่เพื่อนขี้เมาเหล่านั้น เขาห้อยพระเครื่องแฮะ เวลาเขาจะทำความชั่ว เขาถอดพระเครื่องออกแฮะ เขาให้เหตุผลว่า ไม่เอา ไม่ดี พระมองเขาอยู่ เอ้อ...อย่างน้อย ก็ยังรู้ผิดชอบชั่วดี หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา บอกว่า คนเรา ติดวัตถุ "มงคล" ก็ยังดีกว่าติดวัตถุ "อัปมงคล" ละวะ

ยิ่งไปกว่านั้น พระพุทธรูป โบสถ์ วิหาร ทั้งหลาย ที่ใหญ่โตโอฬาริก ก็มิได้ไปคาดคั้น บังคับ ขู่เข็ญ ให้ญาติโยมมาทำบุญกัน จนได้รับความเดือดร้อน หรือไม่ได้รับความเดือดร้อนก็ตาม หากแต่ญาติโยมทั้งหลาย เป็นผู้ต้องการทำบุญ เพื่อประโยชน์ของตัวญาติโยมทั้งหลายเอง พระก็สร้างกันไป ตามเจตนาของญาติโยม แม้สร้างแล้วปรักหักพัง ไม่มีคนดูแล แต่สิ่งปลูกสร้างนั้น ก็สำเร็จ ตามเจตนารมณ์ของญาติโยม ไปเรียบร้อยแล้ว หากว่าญาติโยมต้องการได้บุญ บุญก็เิกิดไปเรียบร้อยแล้ว หรือญาติโยมต้องการอานิสงส์อื่น ๆ อานิสงส์นั้นก็สำเร็จแล้ว ที่ญาติโยมหลั่งไหลกันไปมอบหมาย ให้พระรูปนั้นรูปนี้ทำ ก็เพราะเขามั่นใจในพระรูปนั้นว่า จะไม่เอาเงินของเขา ไปสร้างบ้านไว้อยู่เอง ไปมีเมียเก็บอยู่เมืองนอก จะเอาเงินไปปล่อยกู้ จะเอาเงินไปซื้อที่ดิน หรือเอาไปเก็งกำไรอย่างอื่น ผู้ที่ไปตำหนิว่า ขาดคนดูแล ทิ้งให้เป็นซากปรักหังพัง แสดงว่า ท่านไม่ได้เคารพ กฎของไตรลักษณ์ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา มันเกิดมา มันตั้งอยู่ แล้วมันก็สูญสลายไป และคนตำหนิ ก็ยึดติดกับวัตถุธาตุเกินไปว่า สร้างแล้ว น่าจะคงอยู่ไปแสนนาน ถ้ามีคนดูแล ซึ่งความจริง มันก็เสื่อม สลาย ไปตามกฎไตรลักษณ์

หากท่านทั้งหลาย มองด้วยธรรม จะเข้าใจว่า วัตถุธาตุทั้งหลาย เป็นเพียง "สื่อ" ของใจ เท่านั้นครับ ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรมากไปกว่านั้น ท่านต้องการสร้างพระ ก็คือท่านต้องการบูชาพระ ด้วยการสร้างรูปจำลอง ให้ตัวท่านเอง และคนทั้งหลายบูชา สร้างวิหาร ก็ตั้งใจสร้างถาวรวัตถุ เพื่อจรรโลงพระศาสนา คนที่ไม่ได้มองด้วยธรรม สำคัญว่า นั่นเป็นวัตถุ ต้องใช้เงินสร้าง ต้องเรี่ยไร เดือดร้อนชาวบ้าน ต้องเสียค่าดูแล สู้เอาไปช่วยเหลือคนยากคนจนไม่ได้ ความจริงแล้ว พระเลือกไม่ได้ครับ ญาติโยมต้องการให้สร้างอะไร ก็ต้องทำอย่างนั้น เขาบริจาคมาเพื่อสร้างวัด แต่เราเอาเงินสร้างวัด ไปช่วยคนจน อย่างนี้พระก็ไปอเวจีเท่านั้นเองครับ และพระก็มองวัตถุธาตุ เป็นเพียง "สื่อ" ครับ เงินก็ไม่ใช่เงิน พระพุทธรูป ก็ไม่ใช่พระพุทธรูป ทั้งหลายทั้งสิ้น คือ "สื่อ" ที่คนทั้งหลาย ตั้งใจบูชาพระศาสดา บูชาพระธรรม บูชาพระอริยสงฆ์

ท่านทั้งหลาย เคยคิดถึงผู้คนที่เมาแอ๋ทุกวัน บ้างไหมครับว่า จะจับเขาเหล่านั้น มานั่งสมาธิ ฝึกเจริญสติได้อย่างไร ก็ต้องเริ่มจากอะไรง่าย ๆ ให้เอาพระไปคล้องคอไว้ ให้นึกถึงพระกันไปก่อน หลอกให้สวดทุกวัน ด้วยการบอกว่า พระนี่จะศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเธอได้ เธอก็ต้องปลุกพระทุกวันนะ ไม่งั้นพระหลับ เวลาฉุกเฉิน พระไม่ช่วยนะเออ ไปดูคาถาปลุกพระ พุทโธ๋...บทเจริญพุทธคุณธรรมด๊า..ธรรมดา

เอาละ นอกเรื่องไปไกล ย้อนมาดูเรื่องเจริญสติสัมปชัญญะกันต่อ 

การเจริญสติที่ง่าย และไม่เสียเวลา คือ การรู้ลมหายใจ ครับ อย่างขณะนี้ ที่ท่านอ่านข้อความนี้อยู่ ความรู้สึกของท่าน จะไปจับที่ลมหายใจทันที นั่นละ การระลึกรู้ลมหายใจ แต่อย่างที่เป็นอยู่นี้ เขาเรียกว่า "จับ" ลมหายใจ ซึ่ง "จับ" ลมหายใจ มันแรงเกินไป ไม่เป็นธรรมชาติ ถ้าตั้งใจทำไปนาน ๆ แล้ว จะรู้สึกอึดอัด

การปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ รู้ ก็เหมือนไม่รู้ ไม่รู้ก็เหมือนรู้ ทำไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องซีเรียส นึกได้ ก็ระลึกรู้ขึ้นมา นึกไม่ได้ ก็ช่างมัน สังเกตุนะครับว่า ถ้าปฏิบัติถูกต้อง จังหวะการหายใจจะไม่เปลี่ยน จะหายใจสบาย ๆ เหมือนปกติ แต่ถ้าไปจับ ไปเพ่ง จังหวะการหายใจจะเปลี่ยน ทำให้ทำไปนาน ๆ แล้วอึดอัด พูดอีกอย่างว่า ทำแบบ ทีเล่น ทีจริง ก็ได้ครับ สิ่งสำคัญ คือ พยายามระลึกรู้ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ไปพยายามฝืนรู้ตลอดเวลานะครับ พยายาม แต่ไม่ฝืน  ไม่เครียด ไม่คาดหวัง รู้ เท่าที่ รู้ ช่วงแรก ถ้าคิดจะทำแล้ว มันหลงลืมไปทั้งวัน มารู้ตัวอีกทีตอนเย็น ก็อาจจะกำหนดเลยว่า จะทำวันละ ๕ นาที พออยู่ตัวแล้ว จึงปล่อย ทำเท่าที่ระลึกได้  และสิ่งสำคัญ ต้องทำชนิด กัดไม่ปล่อย ไม่ท้อ ไม่ถอย ไม่เลิกทำไปกลางคัน บางคนอาจทำเป็นปี บางคนอาจหลายปี แต่เราก็ทำไปเรื่อย ๆ ครับ อย่าไปคาดหวังว่า ภายในกี่วัน กี่เดือน กี่ปี มันต้องเห็นผล ยิ่งคาดหวัง ยิ่งไม่เห็นผลครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ บอกว่า สติสัมปชัญญะ จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุ และปัจจัย ไม่ได้เกิดจากความอยาก ไม่ได้เกิดจากการคาดหวัง ฉะนั้นหน้าที่ของเรา คือ ตั้งหน้าตั้งตาทำไป มันจะเกิด หรือไม่เกิด ไม่ใช่หน้าที่ของเราครับ

ถ้าระลึกรู้ลมหายใจทั้งวัน ทำไปเรื่อย ๆ แล้ว ส่วนใหญ่ไม่เกิน ๖ เดือน จะเห็นผลครับ อาจจะเป็นในรูป ผลการทำงานดีขึ้น หงุดหงิดน้อยลง ผิดหวังน้อยลง อารมณ์แปรปรวนยากขึ้น ทั้งนี้ การเจริญสติ มิใช่มีผลแต่เพียงทางธรรมเท่านั้นนะครับ ทางโลกก็มีผลเช่นกัน

หรือถ้าไม่ชอบการระลึกรู้ลมหายใจ ลองเป็นการรู้อิริยาบถก็ได้ครับ ยืน เดิน นั่ง นอน รับรองวันทั้งวัน ไม่พ้น ๔ อิริยาบถนี้ เช่นเวลานี้ นั่งอ่านเอ็นทรี่นี้ ใน exteen อยู่ ก็รู้อยู่ว่า อยู่ในอิริยาบถนั่น อาจภาวนาย้ำลงไปด้วยก็ได้ว่า "นั่งหนอ นั่งหนอ" แต่พอปฏิบัติไประยะหนึ่ง ให้ทิ้งคำภาวนาเสีย เหลือแต่ "รู้" เฉย ๆ การปฏิบัติเช่นนี้เรียกอย่างเป็นทางการว่า กายานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน<---ฟังชื่อแล้วหนาวเลยไม๊

ความจริงนี่แค่ เอ็นทรี่เดียว ก็ปาไปหลายพระธรรมขันธ์แล้วครับนี่ อย่างต่ำ ๆ ก็ ๓ วิธีแล้ว

เอาละครับ...ขอให้ชาว exteen ทั้งหลาย จงมาทำใจให้เป็นเหมือนแผ่นดิน ใครเม้นท์ด่่าเรามา เราก็เฉย เม้นท์ชม ก็เฉย ไม่ได้ขึ้นฮ็อตโพสต์ ก็เฉย มีคนดู ก็เฉย ไม่มีคนดู ก็เฉย ถูกใจ ก็เฉย ไม่ถูกใจ ก็เฉย รัฐบาลชนะก็เฉย พันธมิตรชนะ ก็เฉย ไม่นานนิพพานแน่ครับ ฯ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล.มีคนติดใจเสียงธรรมแฮะ ลองเอาเรื่อง "เสน่ห์ผ้าขี้ริ้ว" ไปฟัง แม้ไม่หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน แต่ก็อยู่ใกล้แผ่นดินมาก เพราะผ้าขี้ริ้ว อยู่บนพื้น ส่วนอีกไฟล์หนี่ง เป็นการวางอารมณ์ ของพระอริยเจ้า ไปฟังกันครับว่า พระอริยเจ้าท่านวางอารมณ์อย่างไร

edit @ 28 Oct 2008 22:45:02 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

ตอนแรกผมอ่านไม่กี่ Entry
ทำไปทำมา อ่านซะมากล่ะครับ
ได้ข้อคิดมากครับ ขอบคุณมากครับ

#27 By Sketch J.O.B on 2009-07-05 21:37

ตอบความเห็นที่ ๒๕

สาธุครับ ขอรับคำแนะนำ และคำเตือนด้วยเกล้า

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#26 By Dhammasarokikku on 2008-09-18 22:00

"หากยามใดท้อถอย เหนื่อยหน่ายต่อการปฏิบัติ

ก็ให้ระลึกถึงภัยข้างหน้าที่จะมีมา

ต้องตระหนักว่า ขณะนี้เรายังอยู่ในมรสุม

อยู่ท่ามกลางคลื่น ภัยนั้นมีอยู่รอบด้าน



เอาไว้ให้ถึงฝั่งเสียก่อน
อย่ามัวแต่เที่ยวเก็บเที่ยวชมดอกไม้

มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะหาทางออกไม่พบ..." _/|\_



- - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ / วัดป่าเขาน้อย จ.บุรีรัมย์

#25 By คนผ่านมา (117.47.229.87) on 2008-09-18 20:36

ตอบความเห็นที่ ๒๓

ได้คับ

การทำทานให้มากมายเท่าไหร่ ก็ได้บุญไม่เท่าการรักษาศีล
การรักษาศีลให้บริสุทธิ์สักร้อยปี ก็ได้บุญไม่มากเท่าการภาวนา

บุญทุกอย่างโมทนาได้หมดคับ ไม่มีแยกแยะบุญชั้นบุญเธอ บุญจากการทำทาน บุญจากการรักษาศีล บุญจากการบำเพ็ญภาวนา

ขึ้นชื่อว่า "บุญ" ก็คือ บุญ วันยังค่ำ เสมอกันหมด ต่างกันที่ความหนักแน่น ทรงพลัง ไม่เท่ากัน

หากบุญจากการรักษาศีล โมทนาไม่ได้ เพราะไม่ได้รักษาเอง บุญจากการให้ทาน ก็โมทนาไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่ได้ทำทานเอง

ลองไปค้นคว้าดูใน http://akkarakitt.exteen.com/20080825/entry

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#24 By Dhammasarokikku on 2008-09-14 14:15

ขอเป็นเฉพาะวันพระแล้วกันหลวงพี่
เพราะปกติก็ทำบ่อยเท่าที่มีโอกาส
ว่าแต่เราทำแล้วอุทิศกุศลจากการ"รักษาศีล"
ให้คนที่เขา"ยังมีชีวิตอยู่"ได้มั้ยอ่ะ
เห็นว่ามันไม่เหมือน"ทาน"ที่อนุโมทนาร่วมกันได้
เพราะศีลเรารักษาเองเขาไม่รักษาด้วยเลยไม่แน่ใจคับ


wink embarrassed

#23 By โยมFah (117.47.223.53) on 2008-09-13 21:33

ตอบความเห็นที่ ๒๑

เก็บค่าโฆษณา

ฮ่า ๆ ๆ เอิ๊ก

ไปชำระค่าโฆษณาที่วัดใกล้บ้าน ด้วยการไปถือศีล ๘ สามวัน

แล้วชีวิตจะพุ่งเป็นสกายร็อคเก็ตbig smile

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#22 By Dhammasarokikku on 2008-09-12 22:16

เห็นเอ่ยถึงหลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชฺโชแล้ว
ด้วยความเคารพหลวงพ่ออย่างที่สุด
เลยขออนุญาตแนะนำ
เว็บไซด์ www.wimutti.net เลยนะคับ
เผื่อเพื่อน ๆ ที่ยังไม่รู้จักอยากลองอ่านและฟัง
พระธรรมเทศนาของท่านบ้างเห็นว่าเป็นประโยชน์
ต่อการปฏิบัติดีมากๆ
เลยขอแทรกพื้นที่แนะนำนิดหนึ่งคร๊าบบบบบ


double wink cry surprised smile

#21 By โยมSky=Fah(^_^) (117.47.223.53) on 2008-09-12 22:10

ก็แค่บอกในสิ่งที่ทำเป็นอ่ะค่ะ

ตอนนี้กำลังทำใจให้เป็นเหมือนแผ่นดินค่ะ confused smile


#20 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-09-12 22:06

ตอบความเห็นที่ ๑๑

ยอดเยี่ยมไปเลยครับ สิ่งที่ท่านทำอยู่ ใกล้เคียงกับคำว่า เจริญสติสัมปชัญญะ มาก ลองเพิ่มความเข้มข้น ให้มีสติสัมปชัญญะ กับทุก ๆ เรื่องซีครับ แล้วท่านจะรู้ว่า ความสุขที่แท้จริง เป็นอย่างไร

ตอบความเห็นที่ ๑๒

ประเมินว่า ที่เป็นเช่นนั้น เพราะตั้งใจเกินไปครับ

จิตคนเรา จะมีสภาพดื้อ คล้ายแมวครับ พอตั้งใจจะหลับ ก็กลับตื่น พอตั้งใจจะปฏิบัติ ก็พลันง่วง เหมือนแมวที่พอลากไปข้างหน้า มันก็จะต้านไปข้างหลัง พอดึงไปข้างหลัง มันก็ต้านไปข้างหน้า

ประกอบกับความตั้งใจ "รู้" ทำอารมณ์หนักเกินไปครับ ถ้ารู้แบบเบา ๆ สบาย ๆ จะแป๊บเดียวหลับครับ

อย่างที่เคยเขียนไปละครับว่า ปฏิบัติ ก็เหมือนไม่ปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติ ก็เหมือนปฏิบัติ ถ้าทำแล้วนอนไม่หลับนี่แสดงว่า ยังทำไม่เป็นธรรมชาติ

ถ้าทำอย่างไร ก็ไม่หลับ ลองเปลี่ยนไปเป็นท่องบ่นบทสวดมนต์อะไรสักบทหนึ่งก็ได้ สวดวนไปเรื่อย ๆ ช่วงแรกอาจจะลำบากนิดหนึ่ง ต้องลองผิดลองถูก ลองหลาย ๆ วิธี ที่ตรงกับจริตเรา

แต่ส่วนใหญ่ที่เจอกับตัวเองคือ ถ้าไม่หลับ ก็ตั้งใจปฏิบัติไปเลยครับ คิดซะว่า นี่ละโอกาสทอง พอตั้งใจปั๊บ แป๊บเดียวก็หลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

ถ้ายังไม่หลับอีก ก็ลุกขึ้นมาทำงานต่อไปเลยครับ สิ้นเรื่องสิ้นราว

หรือขี้เกียจทำงานแล้ว ก็ลุกขึ้นมานั่งสมาธิครับ โดยปกติแล้ว คนเราเวลานั่งสมาธิแล้วจะง่วงครับ

ง่วงแล้วก็ปล่อยหลับไปเลย

อ้อ...ที่ว่ารู้เสียงโน้นเสียงนี้ รู้เฉย ๆ นะครับ ปกติจิตคนเรา จะไปจับเสียงนั้นเสียงนี้ โดยไม่รู้ตัว คือมันจะเป็นเสียงอะไร ก็ช่างมันครับ สนใจอยู่แต่ลมหายใจอย่างเดียว

ตอบความเห็นที่ ๑๔

โรคนอนไม่หลับ ก็เคยเป็นเหมือนกัน บางทีเป็นจนรำคาญ เฮ้ย...ไม่หลับซะทีฟระ

แต่หลััง ๆ ใช้วิธีนอนให้มันน้อย ๆ ลง พอหัวถึงหมอน ภาวนาแป๊บเดียวหลับไปเลย

ส่วนใหญ่ เวลานอนไม่หลับ เพราะมีเรื่องกังวลครับ

หรือบางที ก็ตั้งใจนอนเกินไป ลองตั้งใจปฏิบัติดูซี บางทีอาจจะหลับง่ายขึ้น

ข้าพเจ้าใช้วิธีสวดมนต์ไปนอนไป ก็ได้ผลดี เอาบทอะไรก็ได้ ที่ท่องได้สักบทนึง แล้วก็สวด วนไปวนมา หลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

ตอบความเห็นที่ ๑๕

เมื่อก่อนก็เข้าใจไปอย่างนั้นครับว่า สถานที่ ต้องวิเวก ถึงจะดี พอมาศึกษาปฏิปทาของหลวงพ่อ ท่านคล่องในฌานถึงขนาด เอาวิทยุมาเปิดฟัง เพื่อให้กวนสมาธิครับ แล้วดูว่า จะเข้าฌาน ๔ ได้หรือเปล่า ถ้ามีเสียงวิทยุกวน

แต่นั้นมา เลยไม่สนใจเลยครับว่า จะมีเสียงอะไรดังแค่ไหน

มีอีกอย่างหนึ่งครับ

คนเราจะมีของเก่า ติดตัวมาแต่ชาติก่อน ข้าพเจ้าก็ไม่เคยคิดว่า ตัวเองมีของเก่าอะไร จนมาสังเกตุตัวเองว่า ข้าพเจ้าเป็นคนชอบสวดมนต์ในใจมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ตื่นมาจะสวดก่อน และก่อนนอน ถ้าไม่ได้สวด ก็จะนอนไม่ค่อยหลับ

สมัยก่อนก็ออกตระเวณหาพระที่มีญาณวิเศษ ดูของเก่าของเราได้ว่า เรามีของเก่าอะไร เพราะทราบมาว่า ถ้าเรามีของเก่า อย่างใดอย่างหนึ่ง ปฏิบัติต่อจากจุดนั้น จะไปได้เร็วมาก หาไปเหอะ พระรูปไหน รูปไหน ก็บอกไม่ได้ ตัวเราเองนั่นแล จะบอกได้ว่า กรรมฐานกองใด ที่ถูกกับจริตของเรา ตัวชอบ จะเป็นตัวบอก ถ้าเราชอบเที่ยวน้ำตก ชอบฟังเสียงน้ำตก อยู่แถว ๆ น้ำตกแล้วจิตเป็นสมาธิดี นั่นละครับ ของเก่า อาจจะเป็นการเล่นกสิณน้ำ

อย่างข้าพเจ้า พอสังเกตุตัวเองแล้ว เลยร้องอ๋อ แล้วก็จัดการหาคาถาอะไรมาภาวนาสักคาถาหนึ่ง ทำมันทั้งวันเลยครับ ทำจนเสียงภายนอก ไม่มีผลอะไร ไม่ใช่ไม่ได้ยินนะครับ ได้ยินแต่ไม่ใส่ใจ อย่างถ้าเป็นข่าวในวิทยุ ได้ยินว่าเป็นเสียงวิทยุ แต่ไม่รู้ว่า เขาพูดถึงเรื่องอะไร เพราะเราสนใจอยู่แต่คำภาวนา

ฉะนั้นแล้ว ไม่ต้องไปหาที่วิเวกครับ ลุยปฏิบัติไปเลย หากได้ในที่อึกทึกแล้ว กรรมฐานนั้น จะเสื่อมยากกว่ากรรมฐานที่ได้ในที่เงียบครับ

ตอบความเห็นที่ ๑๗

ท่านว่า ถ้าทำเช่นนั้น เป็นการหลับในฌานครับ เพราะโดยปกติแล้ว ไม่ตัดเข้าฌาน มันนอนไม่หลับหรอกครับ เวลาเราหลับไปแล้ว หูเราจะไม่ได้ยินเสียง อาการเดียวกับการเข้าฌาน ๔ เลย ฝึกไปเรื่อย ๆ จะพบว่า ช่วงเวลาใกล้จะตื่น หูจะเริ่มได้ยินเสียง จากเสียงเบา แล้วก็ดังขึ้น ๆ จนตื่น ก็จะได้ยินเสียงปกติ ครับ

ความจริง ควรทำบ่อย ๆ หรือทุกวัน ครับ ไม่ใช่ ทำเฉพาะวันที่ต้องการตื่น สมาธินั้น ท่านว่า เหมือนหยอดกระปุกครับ ทำวันละนิด วันละหน่อย มันก็เต็มได้

ขอขอบคุณ คุณตุ้มเป๊ะ ที่ช่วยให้เอ็นทรี่นี้ กลับมาใช้งานได้ดังเดิม

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#19 By Dhammasarokikku on 2008-09-12 20:54

ก่อนอื่นใดเลยคือต้องหาทางหยุดความฟุ้งซ่านนี่ซะก่อนsad smile

#18 By saya chan on 2008-09-12 20:37

นิทราสมบัติ..นอนไม่ค่อยหลับ
แต่เราดันว่าเหมือนตื่นง่ายมากกว่า

เค้าว่าจิตมันอยู่ใกล้กับตัวมาก
คือไม่ไปตะแร่ดแต่ดแต๋ที่ไหน
เหมือนเวลานอนปกติ
พอมีอะไรมาสะกิดนิดหน่อยจะทำให้จิตกลับมาเร็ว
เราชอบใช้เวลาวันไหนต้องตื่นเร็ว แล้วนอนดึกopen-mounthed smile

ไม่รู้ที่พูดไปถูกรึเปล่านะคะ
อย่าเพิ่งเชื่อหมดละกัน
เราก็ฟังจากคนอื่นอีกทีsad smile

#17 By S.Sasi on 2008-09-11 16:51

embarrassed wink cry big smile surprised smile open-mounthed smile confused smile
ไม่รู้จะเม้นท์ว่าไงแต่รอพระธรรมขันธ์บทต่อไปฮับป๋ม

#16 By Sky (117.47.223.53) on 2008-09-11 16:30

หนทางยากลำบากเหลือเกินครับ สงสัยต้องหาสถานที่เงียบสงบแบบในไฟล์เสียงนั้นจริงๆ ต้องการที่ปลีกวิเวก
เพราะในห้อง หอพักในตัวเมืองมันไม่สงบพอ มีแต่สิ่งเร้า ทำให้ละกิเลสยากมาก -_-'
ชาตินี้ขอโสดาบันก็ยังดีเน้อ อย่างน้อยก็ไม่หลุดไปนรก

#15 By Shuu Exteen on 2008-09-11 14:02

นอนไม่ค่อยหลับเหมือนข้างบนเลยค่ะ

เคยพยายามกำหนดจิต ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง อยากทราบว่าเป็นเพราะเราฟุ้งซ่านใช่มั้ยคะ แต่ยิ่งพยายามไม่ฟุ้งซ่าน ก็ไม่หลับนะ บางคืนถึงเช้าเลยก็มีอะค่ะ เมื่อก่อนทรมานมากๆเคยต้องร้องไห้จนเหนื่อยถึงหลับไปได้..

ช่วงนี้ก็สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน สวดอิติปิโสเท่าอายุตัวเองแล้วแผ่เมตตา ก็ยังนอนยากๆอยู่เหมือนเดิมในบางคืน อาจจะเพราะนอนดึกเกินไปรึเปล่านะ มีคำแนะนำอะไรบ้างไหมคะ

#14 By momoocha on 2008-09-11 12:46

เยี่ยมครับจะลองไปปฏิบัติดู

#13 By นายฉิม on 2008-09-11 11:06

มีคำถามเทคนิคอีกแล้วค่ะท่าน ^^;

เจาเคยทดลองทำตอนนอนอะค่ะ ที่เรียก นิทราสมาบัติ ที่หลวงพี่สอนในบล๊อก ประกอบกับวิธีกำหนดจิตที่เคยเรียนที่วัดอัมพวันตอนเด็กๆ (ที่วัดเค้าสอนยุบหนอ พองหนอ ฯลฯ แต่เจารู้สึกว่า กว่าจะหนอ เจาหายใจจังหวะใหม่แล้ว เลยตัดๆออกเอาเอง -0- พยายามแค่ว่า เอาล่ะๆ รู้สึกตัวก็พอ) แบบ... ให้รู้สึกตัว ว่า อ้อ ได้ยินนะ รู้สึกนะ หลับตาแล้วเปลือกตากำลังปิดนะ ฯลฯ ทำไปแล้วนอนไม่หลับอะค่ะ -0- คิดว่านานเป็นชม. ก็ไม่หลับ T_T จนแบบว่า เอาล่ะ พอก่อนๆ นอนๆๆ ก็หลับคร่อก

วันต่อมาก็เอาใหม่ ก็นอนไม่หลับอีก คือเหมือนมันยังไม่ค่อยธรรมชาติหรือไงไม่รู้อะค่ะ แรกๆนี่รู้เลยว่า พอจะตั้งใจทำมากเกินไป จะ ฮึดดด หายใจไม่ปกติละ เอาใหม่ๆ หายใจธรรมดา พยายามจะรู้ตัวแบบว่า อ้อๆ แขนขาของเราวางอยู่บนเตียง โอเค ช่วงนี้ของแขนโดนเตียง ช่วงนี้ไม่โดนไรเลย แขนตรงนี้โดนผ้าห่ม โอเค ได้ยินเสียงแอร์เป่า...โอเค เอ... คิดถึงการ์ตูนเรื่องที่อ่านก่อนนอน... อืม.. กำลังคิดเรื่องพันธมิตร... อืม กลับมาคิดเรื่องกำหนดจิตอีกแล้ว อืม... ได้ยินเสียงนกร้อง ..... เอ... ซักพัก ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ส่งหนังสือพิมพ์ เอ.... ซักพัก ทำไมฟ้าสางแล้วฟระ ^^;

เวลาทำที่ถูกวิธีนี่ เจาเข้าใจว่าเราจะหลับตามปกติใช่มั๊ยคะ และสาเหตุที่เจาทำแล้วนอนไม่หลับนี่เจาต้องปรับๆยังไงบ้างคะ รบกวนหลวงพี่แบ่งปันประสบการณ์ทีค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่าา ^_^

#12 By Rinna ♥ on 2008-09-11 02:42

ผมมีแนวทางในการมีสติระลึกถึงตัวเอง คล้ายกับที่หลวงพี่ว่ามาเหมือนกันครับ ผมเรียกพฤติกรรมของตัวเองว่า "การรู้ทัน"ครับ

ไม่ได้รู้ัทันอะไรมากมายหรอกครับ แค่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่โหมดไหน โดยเฉพาะโหมด"คาดหวัง"นี่ผมเอาใจใส่มาก เวลาที่ผมเริ่มคาดหวังกับอะไรก็จะ"เอาแล้วๆ เริ่มคาดหวังแล้วนะ" สัญญาณเตือนดัง สิ่งที่ผมทำคือซุ่มสังเกตมันเงียบๆ ไม่ฝืนบังคับ (แต่บางทีก็เผลอปล่อยบ้าง) คือคาดหวังกับอะไรก็แค่พอรู้ตัวว่าคาดหวัง อยู่กับมัน แล้วรอดูว่าต่อไปจะเกิดอะไร ถ้าสติสตังดีหน่อย ตอนผิดหวังก็จะไม่สะเทือนอะไร

แต่ถ้าเผลอปล่อยให้ความคาดหวังมันใหญ่โต ลืมคุมกำเนิด คราวนั้นก็จะได้เจ็บแสบได้ใจตอนผิดหวัง ก็รู้สึกว่าชีวิตนีี่ตลกดี จะสุข จะทุกข์ อยุ่ที่เราคุมเกมชีวิตของเราได้มากน้อยแค่ไหน

ธรรมะที่หลวงพี่นำมาเล่า ผมอ่านแล้วผมชอบมากครับ
Hot!

#11 By Kasidej on 2008-09-10 23:38

ตอบความเห็นที่ ๘

เอ...ไม่มีอะไรให้ร้อนตัวครับ ไม่มีอะไรในก่อไผ่ ข้าพเจ้าแค่อยากบอกความในใจ ถึงเหตุของคำอธิบายบล็อก แค่นั้นเอง

ได้บอกแล้ว ก็สบายใจ แม้ว่า จะถูกเกลียดไปตลอดชาติก็ตาม

ตอบความเห็นที่ ๙

เห็นด้วยว่า การอ่านก็ไม่ได้อะไรมาก ต้องลงมือปฏิบัติ ความจริงธรรมปฏิบัติมีอยู่อีกเยอะเลยครับ ที่ยังไม่ได้ศึกษา แต่รู้สึกเลี่ยน เพราะทฤษฎีแน่น แต่ความก้าวหน้าของการปฏิบัติ ไม่ถึงไหนครับ

หลัง ๆ เลยหยุดศึกษาไป

แต่พูดถึงการเขียนบล็อกธรรมะนี่ เหมือนได้ปฏิบัติธรรมจริง ๆ นะ เวลามีคนแสดงความเห็นเข้ามา จะรู้ได้เลยว่า กิเลสเรายังมีอีกมาก โทสะก็กล้า โมหะก็เยอะ ถ้านั่งสมาธิอยู่ในถ้ำ ให้นานแค่ไหน ก็ไม่ได้ชนอารมณ์เยอะขนาดนี้

เพียงแต่รู้ทริ๊คเท่านั้นเอง การเล่นเน็ต ก็ดำเนินไปพร้อมกับการปฏิบัติธรรม

เสียอย่างเดียว คนไม่ค่อยรู้ทริ๊คอันนั้น

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#10 By Dhammasarokikku on 2008-09-10 21:52

สาธุ
อนุโมทนาบุญครั้งใหญ่ครับ
อ่านแล้วไม่รู้จะพูดอะไรเลยครับ (โดนไปหลายดอกเช่นกัน)


"โธ่...กรูนึกว่า กรูมีสติสัมปชัญญะ มาตลอด" <<< ตอนที่ได้ปฏิบัติครั้งแรกนั่นมันเป็นอย่างนั้นจริงๆครับ
ที่ไหนได้ หลับละเมอเพ้อพกมาตลอดชีวิต เหอๆ

(ช่วงหลังๆผมเริ่มเงียบๆเรื่องการพูดธรรมะไปหน่อยละครับ
เพิ่งจะเจอไอ้ตัวที่ขี่คอเราเวลาสนทนาธรรมไปไม่นานนัก
พูดทีนึงล่ะฟูขึ้นมาเชียว =w=
...
แน่ะ ไม่ทันขาดคำ...)

ถึงผู้มีบุญท่านอื่นที่ได้อ่านเอนทรี่นี้ครับ
นี่เป็นโอกาสทองแห่งสังสารวัฏ
หนทางแห่งความพ้นทุกข์อยู่ตรงหน้าท่านแล้ว

"นิพพานนั้นมีอยู่
ทางไปนิพพานก็มีอยู่
เราตถาคตผู้ชี้ทางไปนิพพานก็มีอยู่
หากเธอไม่เดิน แล้วเธอจะถึงนิพพานได้อย่างไร"

นั่นล่ะครับ ธรรมะจริงๆแล้วไม่ยาก
แต่สนิมที่มันพอกเป็นตัวเราน่ะแหละครับที่ทำให้รู้สึึกว่าเข้าถึงได้ยาก
ถ้าได้ลองทำแล้วจะรู้ครับ
มัวแต่อ่านมันไม่ได้อะไรไปมากกว่าดูแผนที่หรอกครับ
ต่อให้อ่านครบทุกตารางมิล ก็ไม่เกิดผลอะไร
มีแผนที่แล้วต้องเริ่มเดินครับ
ถ้าไม่เริ่มก้าวแรก ก้าวสุดท้ายก็ไม่มีแน่
เหมือนตอนเริ่มขี่จักรยาน ตอนขี่ครั้งแรกอาจจะรู้สึกว่ามันลำบาก
พอหัดจนเป็นแล้ว ท่านจะได้เจอของดีแน่นอนครับ



"ของเค้าดีจริงๆนะ" owo b+

Hot!

#9 By -=[MAD]=- on 2008-09-10 21:32

อืม เนื้อหาตอนท้ายมีเปลี่ยน เหมือนโดนกลายๆเลย จะว่าร้อนตัวก็ใช่ที่

วันหน้าก็คงจะมีสำหรับเวไนยสัตว์อย่างเรา

#8 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-09-10 20:09

ตอบความเห็นที่ ๖

หรือจะรู้อิริยาบถก็ได้ครับ อิริยาบถมี ๔ อย่าง ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่พ้น ๔ อย่างนี้ ทุกเวลาที่เราระลึกได้ เราก็รู้ตัวขึ้นมา เช่น เวลานี้ นั่งเล่นคอมฯ เปิดเน็ตหน้า exteen นี่อยู่ในอิริยาบถนั่ง อาจจะภาวนาย้ำลงไปด้วยก็ได้ว่า "นั่งหนอ นั่งหนอ"
- ไม่ถนัดวิธีนี้อะ ภาวนาที่ว่านี่แค่คิดเฉยๆ หรือจับลมด้วยอะ
* คิดเฉย ๆ ไม่ต้องจับลมก็ได้ หรืออยากจับไปด้วยก็ได้ แล้วแต่ว่า ทำแบบไหนแล้วชอบ ไม่ฟุ้งซ่าน ก็ทำอย่างนั้น กรรมฐานไม่มีอะไรตายตัว เลือกอย่างไหนที่คิดว่า ทำได้ดีที่สุด แล้วทำกองนั้นให้ถึงพระนิพพานเลย

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#7 By Dhammasarokikku on 2008-09-10 19:16

ซึ่งระยะเวลาจะเห็นผล ก็ไม่แน่ไม่นอน ขึ้นอยู่กับของเก่าของแต่ละบุคคล
- การที่เราทำบ้าง อย่างอาทิตย์ละครั้ง ครั้งนิด ๆ หน่อย ๆ นั่งได้มั่งไม่ได้มั่ง เวลาเอามาใช้จริงก็มีผลอะ(ก็ยังเลิกทำ) เลเวลสูงเหมือนกันอะที่แนะนำมา ปกติคนที่จะทำเดาเอาว่าเค้ามีความรู้สึกว่าชีวิตของเค้าจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

หรือจะรู้อิริยาบถก็ได้ครับ อิริยาบถมี ๔ อย่าง ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่พ้น ๔ อย่างนี้ ทุกเวลาที่เราระลึกได้ เราก็รู้ตัวขึ้นมา เช่น เวลานี้ นั่งเล่นคอมฯ เปิดเน็ตหน้า exteen นี่อยู่ในอิริยาบถนั่ง อาจจะภาวนาย้ำลงไปด้วยก็ได้ว่า "นั่งหนอ นั่งหนอ"
- ไม่ถนัดวิธีนี้อะ ภาวนาที่ว่านี่แค่คิดเฉยๆ หรือจับลมด้วยอะ

แต่ปฏิบัติไปถึงขั้นหนึ่ง ให้ทิ้งคำภาวนาย้ำ ๆ นั้นเสีย วิธีนี้เรียกว่า กายานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน<---ฟังชื่อแล้วหนาวเลยไม๊
- ปกติแล้ว ภาวนาเรื่อยๆ ต่อไปมันก็ทิ้ง%

#6 By klu (124.121.192.144) on 2008-09-10 19:08

สาธุฯ
เป็นอะไรที่เห็นผลระยะยาวมาก...
ยิ่งถ้าทำบ้างไม่ทำบ้างยิ่งแล้วใหญ่
ต้องอาศัยศรัทธา ปัญญา ความขยันเข้าว่าสินะsurprised smile

#5 By S.Sasi on 2008-09-10 18:33

ตอบทุกความเห็น

เอาเถอะ แม้จะยาก แต่ให้รู้ให้เข้าใจไว้ ไม่ถึงชาตินี้ ก็จะถึงชาติต่อ ๆ ไปครับ

เหมือนกับว่า ถ้าเราเข้าใจถูกต้องแล้ว ความเข้าใจนี้ จะฝังลงไปใน ดีเอ็นเอ เลยครับ เกิดต่อไปครั้งใด ก็มาปฏิบัติเพิ่ม ต่อจากเดิม

แต่ถ้าเข้าใจผิดไป ก็เหมือนกันครับ เกิดมาคราใด ก็เพาะเพิ่ม มิจฉาทิฏฐิ นั้น มากขึ้น ๆ สุดท้าย ก็ไม่พ้น ต้องตกนรกเข้าสักวัน

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#4 By Dhammasarokikku on 2008-09-10 17:50

เหมือนจะง่ายแต่จริงๆ ยากน่าดู
แต่เอาเถอะ ทำไปเรื่อยๆ ไม่มีเสีย มีแต่ได้เนอะ หลวงพี่ open-mounthed smile
FIGHTING !!!!

#3 By MANA Cross on 2008-09-10 17:10

Hot!

อ่านดูแล้ว "เหมือนจะง่าย" ครับsad smile

#2 By on 2008-09-10 16:34

ยาว พร้อมงง embarrassed ไว้กลับมาอ่านอีกรอบ

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-09-10 16:31

Dhammasarokikku View my profile