ในศาสนาพุทธนี่ดีนะ มีที่ให้เกิดบุญ ตั้ง ๑๐ ที่ หรือพูดอีกอย่าง มียิมนาสติกลีลาประกอบเพลงทำบุญได้ ๑๐ ลีลา (น่าจะมากที่สุดในจักรวาลแล้วมั๊ง) ความจริงของศาสนาอื่น เขาก็มี ๑๐ ที่ ๑๐ อย่าง ๑๐ ลีลา เหมือนกันแหละ เพียงแต่เขาไม่ได้นำมาอธิบาย เป็นฉาก ๆ อย่างนี้ เพราะบุญนั้น เป็นหลักการสากล ใช่ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ฉะนั้นนั่งรถเมล์อยู่ หรือเดินอยู่บนท้องถนน ก็ทำบุญได้ แค่ใจนึก

ยิมนาสติกบุญลีลา ท่าที่หนึ่ง ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน โอ้ย...ไม่ต้องอธิบายกระมัง เด็กประถมยังรู้จักใส่บาตรเลย ก็ที่เราทำทานกันนั่นแหละ

ยิมนาสติกบุญลีลา ท่าที่สอง สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล โอ้ย...หมูตู้อีกแล้ว ศีล ๕ ก็ชิว ๆ ถ้าศีล ๘ ก็ลองไปอ่านดูใน รักษาอุโบสถศีล พุทโธ่...แค่นี้เอง จิ๊บ ๆ หรือ เครียดเลยตู - อุโบสถศีลคืออะไร? ถ้าศีล ๒๒๗ ก็แวะไปอ่าน ทำไม ศีลต้องบริสุทธิ์ เขียนวนไปวนมาหลายรอบแล้ว ขอข้ามไปลีลาต่อไปเลย

ยิมนาสติกบุญลีลา ท่าที่สาม ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการภาวนา คือการอบรมจิตให้ละกิเลส ตั้งแต่ขั้นหยาบ ไปจนถึงขั้นละเอียด ผ่านทางสมถะ วิปัสสนากรรมฐาน จนมีปัญญา เห็นอริยสัจ ๔ ประการ มี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นต้น ขั้นต้นลองศึกษาดูจาก มาเป็นพระโสดาบันกันดีกว่า และ นิทราสมาบัติ - แล้วคุณจะเลิกอ้างว่า "ไม่มีเวลา"

ยิมนาสติกบุญลีลา ท่าที่สี่ อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน ต่อผู้ใหญ่ และผู้มีพระคุณ อะ...ง่ายอีกแล้วข้อนี้ ให้ความเคารพปะป๊า หม่าม๊า อากง เหล่าม่า อาแปะ ทั้งหลาย เจอพระ เจอครูบาอาจารย์ ยกมือไหว้ ก็ได้บุญมาตุนเหนาะ ๆ พวกด่าพ่อล่อแม่ และ ย.ม.น.ล.ล. อดนะจ๊ะ ลีลานี้ (ย.ม.น.ล.ล. ย่อมาจาก ยอดมนุษย์ล้อเลียน ประเภทชอบตั้งฉายาให้ครูอาจารย์ เช่น ป้าฮารุ ดร.มาชิ กัสจัง เป็นต้น ลับหลัง ก็ทำท่าล้อเลียน ไม่มีความเคารพ อย่างนี้แห้วบุญนี้ไปเลย) บุญลีลานี้ ถ้าทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป คือ อ่อนน้อมต่อทุก ๆ คน ทั้งกาย วาจา และ ใจ ไม่ว่า เขาจะอยู่สูงกว่า ต่ำกว่า หรือ เสมอกัน มีสิทธิ์ไปกระทบไหล่ พระอรหันต์บนนิพพานได้ง่าย ๆ เพราะเป็นการละมานะ-ความถือตัวถือตน

ยิมนาสติกบุญลีลา ท่าที่ห้า เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการขวนขวาย เหมาะสำหรับ นักทำบุญ แต่ทุนน้อย อยากท๊าม...อยากทำ แต่ตังค์ไม่มี อยากมีส่วนร่วมในบุญนั้นด้วย ก็จัดการขวนขวาย ออกแรง ทำงาน เช่น มีกองผ้าป่ามา ไม่มีตังค์ทำบุญ ก็จัดการเอาซองไปช่วยแจก หรือเขาสร้างอะไรกัน ก็ไปช่วยเขาสร้าง หาของ หาสิ่งอำนวยความสะดวกให้ หรือ อย่างทำบล็อกบน exteen ช่วยบอกบุญต่อ ๆ ไป หรือ ฟอร์เวิร์ดเมล์งานบุญ  ก็อยู่ในข่ายยิมนาสติกลีลานี้ทั้งสิ้น

ลีลานี้ ก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยนิดหน่อย ท่านว่า

๑. พวกที่ทำบุญ โซ้ยบุญไปคนเดียว ทำเอง ไม่บอกใคร ไม่แบ่งใคร ชาติหน้าเกิดมาอาจจะรวย แต่ไม่มีบริวาร

๒. พวกที่ทำบุญเองด้วย บอกบุญด้วย ชาติหน้าเกิดมาอาจจะรวยด้วย มีบริวารด้วย

๓. พวกที่ไม่ทำบุญเอง แต่ไปขวนขวาย หาคนมาทำบุญ ท่านว่า ชาติหน้าเกิดมาอาจจะ หน้าแห้ง แต่ลูกน้องบาน ทำนองว่า ทำเท่าไหร่ เลี้ยงลูกน้องหมด

๔. พวกที่ไม่ทำเอง แล้วเห็นคนอื่นทำ ก็ไปขัดขวาง ให้ร้าย โอ้...อย่างนี้อาจจะ จนโคตร ไม่มีบริวาร และแถมหาตังค์ได้เท่าไหร่ ทรัพย์สินก็สูญไปหมด ด้วยเหตุอันไม่น่าจะเกิดด้วย

ยิมนาสติกบุญลีลา ท่าที่หก ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการอุทิศส่วนกุศล ก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลนั่นแล หรือเวลาใดที่เรามีความสุข เอ็นท์ติด ถูกหวย ได้แฟนสวย รวยทรัพย์ หลับฝันดี ขี้สบาย ความสุขจากอะไรก็ได้ เราก็ตั้งใจอุทิศส่วนกุศล ว่าเราขอมอบความสุขทั้งหลาย ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย หรือจะจำเพาะเจาะจงให้ใครคนใดคนหนึ่งก็ได้ เพียงแต่กุศลนั้น ถ้าเป็นกุศลที่เกิดจากสามิสสุข-สุขที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น ดูหนังแล้วมีความสุข อ่านบทความใน exteen แล้วมีความสุข เป็นต้น ผู้ที่ได้รับกุศลจากเรา เขาชื่นชมอยู่ได้แป๊บเดียว ส่วนถ้าเป็นกุศลที่เกิดจากนิรามิสสุข-สุขที่เกิดจากภายใน จากความสงบเยือกเย็นของจิตใจ จากการเจริญสมาธิ ภาวนา ผู้ที่ได้รับกุศลจากเรา จะอิ่มทน อิ่มนาน แต่จะอิ่มแป๊บ อิ่มทองแดง อิ่มลูกตะกั่ว ก็อุทิศเถิดครับ แค่คิดถึงท่าน ท่านก็ดีใจแล้ว

การอุทิศส่วนกุศล หรือ การให้บุญ แก่คนอื่น บุญที่เราทำไม่ได้หาย สึกหรอ หรือพร่องไปนะครับ ท่านอุปมาว่า บุญที่เราทำ ก็ประหนึ่งจุดคบเพลิง การที่เราอุทิศส่วนกุศล ผลบุญ ทั้งหลาย ก็เหมือนเราเอาคบเพลิงของเรา ไปให้คนอื่นจุดต่อ ถามว่า คบเพลิงของเรา ไฟมอดหรือไม่ ความสว่างลดลงหรือเปล่า ฉันใด บุญที่เราอุทิศแล้ว ให้แล้ว บุญของเราก็ยังอยู่เหมือนเดิม ฉันนั้น

การอุทิศส่วนกุศลนั้น มีการอุทิศให้หลัก ๆ อยู่ ๔ ประการ แต่ที่เคยได้ยินมามากกว่านั้น ประเภทไล่มาตั้งแต่บรรพบุรุษของไทย แต่โบราณ ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเย้า เรียงมาจนเทพเทือก สุบรรณคีรี ทั้งหลาย เจ้าพ่อจอมปลวก เจ้าพ่อป่า เจ้าพ่อเขา เจ้าพ่อเซี้ยงไฮ้ พ่อทุกสถาบัน แม่ทับทิมกรอบ แม่ลำใย แม่ย่านาง แม่พระเพลิง แม่พระพาย แม่บ้าน แม่เรือน แม่เบี้ย สารพัดแม่ อันนั้นเป็นการน้อมนำให้จิตเป็นสมาธิ อยู่ในกุศล นาน ๆ ถามว่า ดีไหม ทำได้ก็ดี ดีกว่าไม่ทำ แต่ถามว่า จำเป็นไหม ก็ไม่ใคร่จำเป็นเท่าไหร่ ถ้าอุทิศให้ ๔ ประการหลักนี้ ก็ชื่อว่า ครบทุกสถาบันแล้ว อันนี้แล้วแต่ความชื่นชอบส่วนบุคคล ใครชอบอุทิศแบบยาว ๆ ก็สามารถทำได้ ใครชอบสั้น ๆ ก็ตามสบาย ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวใด ๆ

ตัวอย่างคำอุทิศส่วนกุศล (ของพระราชพรหมยานเถระ)

๑. อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร ดังนี้ อิทัง ปุญญะผะลัง ผลบุญใด ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินมาแล้ว แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่วันนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน<---อธิบาย เจ้ากรรมนายเวร บางทีเขาก็มาทวงหนี้เก่า โดยที่เราไม่รู้ตัว บางทีก็มาทำให้การงานติดขัด บางทีก็มาเป็นการทะเลาะเบาะแว้ง เหม็นขี้หน้า<---ใช้สมูทอี แล้วจะหายเหม็น เพื่อความไม่ประมาท ก็อุทิศให้ท่านซะ อุทิศทั้งที ก็เหมารวม ขอให้อภัยเรา ไปจนถึงนิพพานเลย คุ้มดี

๒. อุทิศให้เทพเทวาทั้งหลาย ดังนี้ และข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลาย ที่ปกปักรักษาข้าพเจ้า และเทพเจ้าทั้งหลายทั่วสากลพิภพ และพระยายมราช ขอเทพเจ้าทั้งหลาย และพระยายมราช จงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงเป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญกุศล ของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด<---อธิบาย คนเราความจริง ตายแล้วก็เป็นผีหมด ผีดีเขาเรียกเทพ เรียกเทวดา ผีไม่ดีเขาเรียก สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และดีก็ไม่ใช่ ชั่วก็ไม่เชิง เขาเรียกสัมภเวสี อันนี้ก็คืออุทิศให้ผีดี ๆ ทั้งหลาย ผีดี ๆ นี่ เขารับบุญเราไปแล้ว เขาไม่รับไปฟรี ๆ หรอก มีอะไรเขาก็จะช่วยเรา ฐานที่ไม่ลืมกัน และให้พระยายมราช มาเป็นสักขีพยาน จังหวะเราซี้แหงแก๋ไป บางทีกรรมเล็กกรรมน้อย เข้ามาแทรก เช่น เมื่อเช้าไปตบกบาลลูกไว้ กรรมเล็กน้อยแค่นี้ ถ้าจิตจับอกุศล ก็มีสิทธิ์ไปเที่ยวนรกได้ ท่านเลยจัดให้มีพระยายม ไว้คอยกันคนตกนรก โดยท่านจะมีหน้าที่ถามคนทั้งหลายที่จิตเศร้าหมองตอนตายว่า "เจ้าเป็นอะไรตาย" ..... "โดนชีลด์ท็อกซ์กระป๋องเหลือง" <---ล้อเล่นหน่ะ ท่านจะคอยถามเตือนว่า คิดออกไหมว่า ตอนเป็นมนุษย์เคยทำความดีอะไรไว้ ถ้าคิดไม่ออก ท่านก็จะไล่ความดีตั้งแต่ เบเบ๋ที่สุด ประเภทเคยให้ทานไหม เคยไหว้พ่อแม่ไหม เคยรักษาศีลไหม่ ไล่ไปเรื่อย ทีนี้คนเรา เวลาไปทำกรรมหนักมา พอไปอยู่ตรงนั้น กรรมหนักมักจะปิดหมด นึกอะไรดี ๆ เป็นกุศล จะนึกไม่ออกสักอย่างเดียว ท่านเลยให้แก้ลำด้วยการเชิญท่านมาเป็นสักขีพยานซะเลย ถ้าตอนนั้นตูนึกไม่ออก ท่านพระยายมราชช่วยเตือนที

๓. อุทิศให้ผู้ล่วงลับ บรรพบุรุษ ญาติทั้งหลาย ดังนี้ และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่ท่านทั้งหลาย ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี ขอท่านทั้งหลาย จงโมทนาส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ ความสุข เช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด <---อธิบาย การอุทิศให้ผู้ล่วงลับนั้น เกิดว่า เราต้องการทำให้ญาติคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ให้เอ่ยชื่อ หรือนึกหน้าเขาเลยครับ บุญจะส่ง ems ถึงเจ้าตัวคนเดียว ไม่ต้องแบ่งใคร

๔. อุทิศให้ตัวเอง ดังนี้ ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้บำเพ็ญมาแล้ว ณ โอกาสนี้ ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ในชาติปัจจุบันนี้เถิด ฯ

ยิมนาสติกบุญลีลา ท่าที่เจ็ด ปัตตานุโมทนามัย อันเป็นพระเอกของเราในวันนี้ บุญสำเร็จด้วยการโมทนา หรือมีใจยินดี กับบุญที่คนอื่นได้กระทำ เป็นบุญที่แอ๊ดวานซ์อะโกรเหนือชั้นมาก เหมาะสำหรับคนขี้เกียจ และขี้เหนียว เขาทำบุญกันแทบเป็นแทบตาย เรานอนทอดหุ่ย อ่านนิยายกำลังภายในอยู่บ้าน พอเขาโทรมาส่งข่าว ชั้นไปทำบุญอย่างงั้นอย่างงี้มานะแก ไปร่วมสร้างวัดกับเขามา เราจัดการสาธุ โมทนา ยินดีกับเขา จึ๊กเดียว ได้บุญเท่ากับคนทำเลย ฮ่า ๆ ๆ เอิ๊ก ฉลาดจริงตู

ฮ่า ๆ ๆ เอิ๊ก แอ๊ก....แค่ก ๆ น้ำลายติดคอ หัวเราะมากไปหน่อย หัวเราะไปหัวเราะมา เจอความลับที่ซ่อนเร้น เหมือนภัยซ่อนเร้น สตาร์วอร์ส เอพพิโสด วัน เข้าให้ สะอึก อึ๊ก ๆ น้ำลายติดคอ ขึ้นมาเลย ความลับซ่อนเร้นที่แฝงมาในการโมทนาก็คือ ความสงสัยว่า ห๊ะ...แค่สาธุแค่นี้อะนะ ได้บุญเหมือนสร้างวัดเองเลย เป็นไปไม่ได้

ถ้าคิดเช่นนั้น มันก็เป็นไปไม่ได้อย่างที่คุณคิด หรือเชื่อ นั่นแหละ แต่ถ้าคุณเชื่อ และมั่นใจว่า เฮ้ย...บุญอั๊วะอลังการงานสร้าง เหมือนคนสร้างวัดเลย ระดับความมั่นใจนั่นละ จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า คุณโมทนาบุญได้กี่เปอร์เซนต์ ถ้าคุณเชื่อมั่นว่า การโมทนาบุญมีผลไม่ถึงสิบเปอร์เซนต์ ก็ได้ผลเท่าตามที่คุณคิด หรือ ถ้าคุณเชื่อมั่นว่า ได้บุญเหมือนคนสร้าง คุณก็ได้บุญเหมือนคนสร้าง ตามระดับความมั่นใจของคุณเอง

ทีนี้ลองถามตัวเองดูซีว่า คุณโมทนาแล้ว คุณเชื่อว่า คุณจะได้บุญเหมือนคนสร้างสักกี่เปอร์เซนต์ เทียบกับบุญอันเกิดจาก เวยยาวัจจมัย หรือ บุญอันสำเร็จด้วยการขวนขวาย สมมุติว่า สร้างวัดมูลค่า ๑๐ ล้าน คุณเข้าไปขวนขวายหาเงิน(ไม่ได้ออกเงินเอง) มาได้ ๑ ล้าน ระดับความมั่นใจว่า อั๊วะเป็นคนหาเงินมาสร้างวัด ๑ ล้าน คือมีส่วนในบุญนั้น ๑ ใน ๑๐ กับคนที่อาศัยวิธีการทำบุญแบบเหนือชั้น โมทนาโลด ไม่ออกตังค์สักบาท ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอนดูโอลิมปิกยิมนาสติกลีลา อยู่กับบ้าน แต่โมทนาแล้ว เหมือนกับตัวเองมีส่วนร่วมในบุญนั้น ทั้ง ๑๐ ล้านเลย คนไหนจะมั่นใจมากกว่ากัน

ว่ากันแบบกำลังใจในการโมทนาแบบทั่ว ๆ ไป คนที่ออกไปขวนขวาย ก็ย่อมมั่นใจกว่าคนโมทนา และคนที่ออกตังค์ตัวเองแท้ ๆ ก็ย่อมมั่นใจมากกว่า คนที่แค่ขวนขวาย ถูกไหมครับ ทว่า ในสเกลของการโมทนาบุญ มันกลับกันครับ คนที่มั่นใจว่า บุญอันเกิดจากการโมทนา ได้บุญเต็มเปี่ยม เหมือนได้ทำเองเลย คนนั้น มีกำลังใจในการโมทนาสูงกว่า คนที่คิดว่า ไม่...ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันต้องออกไปขวนขวายซี หรือฉันต้องออกตังค์สักนิดหน่อย หรือทั้งหมดซี จึงจะเรียกว่า มีส่วนร่วม หรือเป็นเจ้าของบุญ อย่างแท้จริง

อย่าเพิ่งงงนะครับ นี่ไม่ได้พูดถึงกำลังใจในการให้ทาน ถ้าพูดถึงกำลังใจในการให้ทาน ก็เข้าใจอย่างง่าย ๆ อย่างที่เคยเขียนไปนั่นแหละ คุณสละ ละกิเลส ความโลภ ออกได้แค่ไหน คุณก็ได้บุญมากแค่นั้น และคุณก็มีกำลังใจในการให้ทานมากเท่านั้น

แต่นี่กำลังพูดถึง "กำลังใจในการโมทนาบุญ" เป็นคนละสเกลกัน กำลังใจในการให้ทาน ถือการละกิเลสโลภะ-ความโลภ เป็นประมาณ แต่กำลังใจในการโมทนาบุญ ถือความมั่นใจในบุญ เป็นประมาณ งงไหมครับ

ยกตัวอย่าง คนที่ได้อภิญญา สามารถเสกดอกไม้ขึ้นมา ๑ ดอก แล้วเอาไปถวายพระ ได้บุญเท่ากับคนที่ไปเสียเงินซื้อดอกไม้มา ๑ ดอก แล้วเอาไปถวายพระ ตรงนี้ถามว่า ดอกไม้ที่เสกขึ้นมาด้วยอภิญญา มีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่า ตอบว่า ไม่มี แต่กำลังใจของคนที่เสกดอกไม้ขึ้นมา เชื่อร้อยเปอร์เซนต์ว่า เขากำลังถวายดอกไม้

ทำนองเดียวกัน ถ้าคุณเชื่ออย่างยิ่งว่า วัดนี้นะ ฉันโมทนาแล้ว เพราะฉะนั้น ฉันเป็นคนสร้างมันเองกับมือ หรือฉันได้บุญเท่ากับคนที่เขาสร้างกับมือ คุณถึงจะได้บุญเท่ากับผู้สร้างตัวจริงครับ ถ้ากำลังใจไม่ถึงอย่างนั้น บุญก็ลดลงไปตามส่วน

เป็นอย่างไรบ้าง ความลับซ่อนเร้น อันดับที่ ๑

อันดับที่ ๒ จุดซ่อนเร้นอีกประการหนึ่ง<---ต้องใช้เวอร์จี้ นีน่า ช่วย ของการโมทนาบุญ ได้เขียนไว้ในเม้นท์ เรื่อง ข้อแนะนำ ถึงเอ็นทรี่ถ้าถูกข่มขืนจะแจ้งความไหม - วิธีล้างแค้น ขอโค้ดมาทั้งดุ้นเลย ดังนี้

ที่เขาว่า ปัตตานุโมทนามัย หรือ บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน มันได้บุญเหมือนคนทำก็จริงอยู่ แต่มันมีข้อเสียอยู่นิดหนึ่ง ก็ตรงที่ ถ้าเราเอาแต่โมทนาบุญคนอื่น เราต้องรอเจ้าของบุญ สำเร็จอรหันต์นั่นแหละ เราถึงจะสำเร็จตาม ไปเองไม่ได้

ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระพุทธบิดา และเหล่าประยูรญาติ พระองค์เสด็จพร้อมอัครสาวก และภิกษุสาวกตั้งหมื่น ซึ่งความจริง การโปรดพระนางพิมพาให้คนอื่นโปรด ก็น่าจะสมควรกว่า เพราะเป็นเมียเก่า

แต่พระพุทธเจ้าต้องเสด็จโปรดเอง ก็เพราะพระนางทำบุญด้วยการโมทนาบุญของผัวมาตลอด ไม่ค่อยได้ทำบุญเองนั่นเอง คนอื่นจึงโปรดไม่ได้

ที่ยกตัวอย่างนี้ เป็นกรณีที่เอาแต่โมทนาใคร คนใด คนหนึ่ง เป็นประจำ ลักษณะนี้เขาเรียกว่า เป็นบริวาร โมทนาบุญเจ้านาย เลยต้องรอเจ้านายจบกิจเสียก่อน จึงได้จบกิจตาม

แต่ถ้าเราโมทนาบุญสะเปะสะปะ ไม่ได้เจาะจง ใครทำบุญมาเฮอะ อั๊วะโมทนาแหลก อย่างนั้นก็ไม่เข้าเกณฑ์

ถ้าถูกใจใครเป็นพิเศษ เช่น เนี่ยะ... ถ้าคนนี้ทำบุญนะ เราจะโมทนาบุญเขา โดยเฉพาะ แต่ถ้าคนอื่นทำบุญ ก็รู้สึกเฉย ๆ อย่างนี้ โดนแน่ ๆ

เรื่องนางฟ้าขี้เหนียว ก็เคยมีปรากฏ เจ๊แกเป็นเพื่อนกับนางวิสาขามหาอุบาสิกา นางวิสาขาทำอะไร เจ๊แกโมทนาเรียบ แต่ไม่เคยออกตังค์ทำบุญเอง ตายแล้ว ไปเป็นนางฟ้า วิมานสวยโคตร ๆ จนใครเห็นก็อดเอ่ยถามไม่ได้ว่า เจ๊แกไปทำบุญอะไรมา เจ๊แกก็เขินดิ เพราะไม่เคยออกตังค์ทำบุญเลย ม้วนหน้า ม้วนหลัง ตีลังกา หมุนรอบตัวเอง ๑๘ รอบ แล้วตอบเสียงอ้อมแอ้มว่า อีชั้นโมทนาบุญเพื่อนเจ้าค่ะ อย่างนี้แลที่เข้าข่าย ต้องรอนางวิสาขาสำเร็จอรหันต์ก่อน ตัวเองถึงจะจบกิจได้บ้าง

กระนั้นในข้อเสีย ก็ยังมีข้อดีอยู่อีก ข้อเสียนั้น คือ ถ้าเกิดว่า แจ็คพ็อต ไปโมทนาคนที่เขาเป็นพระโพธิสัตว์ (พระโพธิสัตว์ คือ ผู้ที่บำเพ็ญบารมี เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล)  ก็ลากยาวเลย พระโพธิสัตว์ ต้องบำเพ็ญบารมี อย่างน้อย ๆ ๔ อสงไขย ซึ่งยาวนานมาก ถ้าเราเอาแต่โมทนาบุญท่าน ไม่ทำเอง เราก็ต้องตามท่านไป ๔ อสงไขยกัป นั่นแล

ส่วนข้อดีในข้อเสียก็คือ ถ้าชาติปัจจุบันนี้ คนที่เราโมทนาบุญเขา เขาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เราก็จะสำเร็จตามเขาไปด้วย ไม่เหนื่อยแรง

ดังนั้นแล้ว เพื่อความไม่ประมาท จงยึดพระพุทธพจน์ที่ว่า อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน ดีที่สุด โมทนาบุญคนอื่นล้วน ๆ ก็เหมือนไปยืมจมูกคนอื่นหายใจ สู้โมทนาไปด้วย ทำของตัวเองไปด้วย ไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีภัยซ่อนเร้น เอ้ย ความลับซ่อนเร้น อยู่อีกประการหนึ่ง ความจริงอันนี้ไม่ได้ซ่อนเร้นหรอก เพียงแต่ไม่ได้บอกไว้ให้ชัดเจน ให้ไปคิดกันเอาเอง

ความไม่ลับของการโมทนาบุญนี้ ก็คือ กลไกการทำงานของมัน อ๊ะ...เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไม การโมทนาบุญ มันถึงได้บุญหนัก ถึงขั้นเทียบเท่า เจ้าของบุญเลย คนอื่นอาจจะไม่สงสัยนะ แต่ข้าพเจ้า เป็นเจ้าหนูจำไม เมื่อชาติที่แล้ว มาชาตินี้เลยจำไม ๆ ตลอดเวลา แต่จำไมแล้ว คิดค้นคว้าค้นหาคำตอบด้วยตนเอง มิใช่รอพึ่งคนโน้นคนนี้ มาไขความลับให้

ฉะนั้นความไม่ลับที่ข้าพเจ้าเอามาเฉลยนี้อาจจะผิดก็ได้นะ ลองเอาไปคิดใคร่ครวญดูก่อน ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะข้าพเจ้าก็ไม่ใช่พระอริยเจ้า ความเห็นจะได้ตรง สมบูรณ์ ไม่มีผิดเพี้ยน ข้าพเจ้าก็ปุถุชนคนหนาแน่นไปด้วยกิเลสดีดีนี่เอง

จากการศึกษา ค้นคว้า ใช้หมอง นั่งมาธิ คิดซิ คิดซิ คิดซิ อิค....คิ..อิว....ซัง ก็พบว่า กลไกการทำงานของการโมทนาบุญ ช่างเป็นกลไกที่ยอดเยี่ยม เหลือที่จะกล่าว ท่านซ่อนวิธีทำลายกิเลสมาอย่างแยบยล เพราะการโมทนาบุญ หรือมีใจยินดี กับบุญคนอื่น มันไปทำลาย ความริษยา ครับ ซึ่ง ความริษยา นี้ เป็นตัวเดียวกับกิเลสโทสะ

พอเห็นภาพไหมครับ ความริษยา หรือ ความอิจฉา คือ ความรู้สึกที่ไม่อยากให้ใครดีเกินหน้าเกินตา อะ...ถ้ามีใครทำบุญ ๒๐ บาท ยอมไม่ได้ อั๊วะต้องทำ ๓๐ บาท ครั้นพอเขาทำบุญหนักจริง ๆ จนเราไม่มีปัญญาสู้เขา ความริษยาก็เข้าครอบงำ ออกมาในรูปการนินทาบ้าง พูดให้ร้าย แดกดัน เสียดสี บ้าง พูดให้เสียกำลังใจบ้าง อื่น ๆ บ้าง และกิเลสโทสะนี้ ทำลายยากกว่ากิเลสทุกตัวเลยครับ ท่านจึงอุปมาให้ได้บุญหนัก ความจริงแล้ว ถ้าทำลายความริษยาได้ บุญหนักยิ่งกว่าเจ้าของบุญเสียอีกครับ

ฉะนั้นแล้ว ใครที่เห็นคนอื่นทำบุญแล้วอิจฉาริษยา หรือมีจิตริษยาโผล่ขึ้นมาเมื่อไหร่ คิดถึงบุญลีลานี้ไว้มาก ๆ นะครับ และหมายรวมถึงพวกนางอิจฉาทั้งหลาย เวลาเห็นคนอื่นได้ขึ้น ฮ๊อตโพสต์ แล้วเกิดหมั่นไส้ เจริญบุญลีลานี้บ่อย ๆ นะครับ เห็นเขาได้ขึ้นฮ๊อตโพสต์ ต้องรีบโมทนา...

ไปต่อกันที่ ยิมนาสติกบุญลีลา ท่าที่แปด ธัมมัสวนมัย (อ่านว่า ทำ-มัด-สะ-วะ-นะ-ไม นะครับ ไม่ใช่ ทำ-หมัด-สวน-ทำ-ไม) บุญสำเร็จด้วยการการฟังธรรม โอ๊ะ...ง่าย ๆ ไม่ต้องทำอะไร แค่ฟังธรรม หรือ อ่านธรรมะหน้านี้ ก็ได้บุญไปเรียบร้อย กลไกของบุญลีลานี้ไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหมือนลีลาที่แล้ว ง่าย ๆ คือ การฟังธรรม มันไปลดกิเลส โมหะ-ความหลง หลงผิด คิดผิด เห็นผิด ยึดโน่น ยึดนี่ สารพัด ฟังแล้วหายยึด ฉลาดขึ้น ว่างั้นเถอะ ใกล้จบ จะไปฟังคะแนนบุญที่สกอร์บอร์ดแล้วอะ อ่านต่ออีกนิดนะ

ยิมนาสติกบุญลีลา ท่าที่เก้า ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม อันนี้ก็ไม่ยาก เอาธรรมะที่ได้จากการอ่าน หรือฟัง ไปเล่าให้คนอื่นฟังต่อ หรือ ให้ผู้อื่นอ่านต่อ ก็โซ้ยบุญนี้ไปเรียบร้อย ลีลานี้ไงครับ ที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า สัพพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ - การให้ธรรมะ เป็นทาน ชนะทานทั้งปวง

และลีลาสุดท้าย ยิมนาสติกบุญลีลา ท่าที่สิบ ทิฏฐชุกัมม์ บุญสำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ตรง ก็ทำตัวเป็นแก้วน้ำครึ่งใบ รับฟัง ความเห็นที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ละเลิกความเห็นผิด ยึดนั่น ยึดนี่ ไอ้โน่นเที่ยง ไอ้นั่นเที่ยง ทุกอย่างมันเช้า มันสาย มันบ่าย นัยเย็น มันค่ำ มันดึก มันส์ไปทุกอย่างละครับ ไม่เห็นมันเที่ยงสักอย่าง ทุกอย่างล้วนแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

สามลีลาสุดท้ายนี่ เป็นบุญอันเกิดแต่ตัวปัญญาโดยตรง บุญหนักยิ่งกว่า ๗ ลีลาแรก ฉะนั้นทำบุญสามลีลาหลังนี่เยอะ ๆ นะครับ ไม่ต้องเสียตังค์ด้วย

สรุปแล้ว ตูข้า... ขอโมทนาแหลก นี่ก็ดีครับ แต่ความมั่นใจนี่ มันหลอกตัวเองไม่ได้นะครับ ถ้าหลอกได้สำเร็จ... บ๊ะ....เรามาสร้างวัดแข่งกันดีฝ่า ข้าพเจ้าสร้างไปเป็นร้อยวัดแล้วนะนี่

คราวนี้ นั่งรถเมล์อยู่ ขับรถอยู่ หรือเดินอยู่ตามท้องถนน ผ่านวัดใดวัดหนึ่ง แหมวัดนี้สวยจัง อยากสร้างวัดขึ้นมา ก็จัดการโมทนาสาธุ อธิษฐานว่า บุญแห่งการสร้างวัดนี้ จะมีผลแก่ผู้สร้างเพียงไร ขอผลบุญนั้น จงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า เพียงนั้นด้วย และแล้ว บุญแห่งการสร้างวัดนั้น ก็สำเร็จเป็นของเรา ฮ่า ๆ ๆ เอิ๊ก จะไปเสียแรง เสียตังค์ สร้างทำไมให้เมื่อยตุ้ม โมทนาเอา สบายกว่ากันเยอะเลย

อ๊ะ ๆ...ชาว exteen ผันตัวมาเป็นนักสร้างวัดกันหมดแล้ว....เย้....

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

เครดิต : แนวคิดเรื่องการโมทนาบุญสร้างวัด เบื้องแรกคิดขึ้นมาเอง หลังจากอ่านหนังสือธรรมะของหลวงพ่อ เกี่ยวกับการโมทนาบุญ ไปหลายเล่ม แล้วก็บ้านั่งโมทนา ยืนโมทนา เดินโมทนาอยู่คนเดียว เวลาผ่านวัดใดก็ตาม ทำ ๆ ไปก็รู้สึกว่า ตัวเองบ้าไปหรือเปล่า ไปเล่าให้ใครฟัง เขาคงหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ภายหลังไปอ่านพบแนวคิดนี้ ในหนังสือของ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ อาจารย์ที่มหาลัย สมัยเรียนปี ๑ ปัจจุบันท่านเดินหน้าด้านธรรมะเต็มตัว แล้วเลยคิดว่า ข้าพเจ้าไม่ได้บ้าไปคนเดียว มีคนบ้าคิดแบบเดียวกับข้าพเจ้า หลวงพ่อบอกว่า คนเรามันต้องบ้าอะไรสักอย่าง ไม่งั้นชีวิตไม่มีรสชาติ ถ้าบ้าดี ท่านชอบ ข้าพเจ้าเลยต้องบ้าให้สุด ๆ

หนังสือธรรมะของ อ.วรภัทร อธิบายการโมทนาบุญไปอีกแนวหนึ่ง ไม่เหมือนข้าพเจ้า แต่คนที่เรียนสายวิทย์มา อ่านแล้วคงชอบใจ ท่านว่า การโมทนาบุญ ก็เหมือนก็ทำสำเนาบุญ หรือซีร็อกซ์บุญ อ่านแล้วก็ฮาดี เข้าใจเปรียบเทียบ และเรื่องทำบุญกับพระอนาคามีมรรค ได้บุญเป็น ๑๐๑๖ เท่าของการทำบุญกับคนถือศีล ๕ ไม่ครบ ใน คาราวานบุญกับครูบาอินสม Episode I - ชีวิตชาวเขา ก็ได้แนวคิด การเทียบบัญญัติไตรยางค์จาก ดร.วรภัทร นี่แหละ

การเทียบเป็นตัวเลข เป็นการเทียบให้เห็นภาพง่ายเท่านั้น ความจริงแล้ว มันเทียบกันไม่ได้ต่างหาก การทำบุญกับผู้ที่ถือศีล ๕ บริสุทธิ์ เทียบกับการทำบุญ กับพระโสดาบัน อานิสงส์มันเทียบกันไม่ได้ เรียกได้ว่า มันอยู่คนละสเกลกัน แต่ถ้าอธิบายอย่างนั้น มันยากแก่การเข้าใจของคนทั่วไป ท่านเลยยกว่า ทำบุญให้ผู้มีศีล ๕ บริสุทธิ์ ๑๐๐ ครั้ง ไม่เท่าทำบุญให้ผู้มีศีล ๘ บริสุทธิ์ ครั้งเดียว เช่นนี้แล

ขอได้รับความขอบคุณจาก คุณมนตรา เอื้อเฟื้อจุดประกาย เอายิมนาสติกลีลา และกระโดดน้ำ มาผนวกกับธรรมะ จนได้กลิ่นอายโอลิมปิกหอมกรุ่น กาแฟแท้ (แม้จะเพิ่งจบไปก็เหอะ) ฯ

ปล. รูปน้องหมานี่ไม่เกี่ยวกับเอ็นทรี่นี้เลย แต่สังเกตุว่า ถ้าเอ็นทรี่มีรูปผสมอยู่สักรูปหนึ่ง ถ้าดูด้วย IE เวอร์ชั่นใหม่ ๆ เนื้อหามันจะไม่ไปกองด้านขวา (เห็นคนเม้นท์ว่าปวดตา) เลยเอามาแปะเล่น ๆ แม่มันคลอดมา ๖ ตัว น่ารักโคตร ๆ ใครสนใจเอาไปเลี้ยงมั่งไหมล่ะ อยู่วัดสงสัยขี้เรื้อนก็กินอีกตามเคย ส่วนใหญ่ตัวเมียทั้งนั้นเลย มีใครรับสงเคราะห์บ้างไหมคร๊าบ เลี้ยงกันไม่หวาดไม่ไหว ฯ

edit @ 27 Jul 2009 10:16:58 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

อนุโมธนา ครับบbig smile


คืนนี้จะรักษาอุโบสถ์ศิล



big smile big smile

#28 By เซงครับ on 2009-08-28 21:45

อนุโมทนาสาธุ ทุก ๆ บุญที่อยู่ในบล๊อกพระคุณเจ้าเลยครับ

สาธุ สาธุ สาธุ

big smile
กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะหลวงพี่

ว่าแต่ แจกดราก้อนบอล ทำอย่างไรเจ้าคะ

sad smile sad smile

#26 By jern jern (58.8.5.178) on 2009-06-07 08:32

หลวงพี่คะ มีข้อสงสัยมากมาย

ทำบุญ จำเป็นต้องกระทำให้เกิดการกระทำหรือเปล่าคะ
เช่น ให้ทาน ก็ตักบาตร ช่วยเหลือผู้ที่ด้วยกว่า

การทำหน้าที่ของตัวเองด้วยความตั้งใจให้เกิดผลดีที่สุดต่อคนอื่น ต่อตนเอง ถือเป็นการทำบุญ ด้วยหรือเปล่าคะ

หากเราทำบุญเพราะหวังได้บุญ จะได้บุญหรือเปล่าคะ

หาเรารู้สึกว่า มีเคราะห์ ต้องทำบุญ ให้พ้นเคราะห์ คิดถูกต้องตามหลักศาสนาพุทธหรือเปล่าคะ
embarrassed embarrassed embarrassed

#25 By jern jern (58.8.5.178) on 2009-06-07 08:26

แม้ไม่มีธรรมะเจือปนอยู่เลย แต่ก็ขอฝืนคำสั่ง โดยขอแอบเข้ามาตั้งชื่อให้เจ้าตัวเล็กนี้ว่า "แม่หนูโอลิมปิค" เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจที่ได้เรียนรู้ธรรมะจากบทความเรื่อง "ตูข้า... ขอโมทนาแหลก - ความลับที่ซ่อนเร้น" ค่ะ

big smile open-mounthed smile confused smile surprised smile

#24 By คนไม่กินกาแฟ (61.90.15.166) on 2008-09-11 22:14

ต้องมากราบงามๆ หลวงพี่ที่ไปเมนท์เตือนสติ open-mounthed smile
จริงๆก็คิดอยู่ว่า เปลี่ยนงานบ่อย ไม่ดีหรอก
(แต่นี่เพิ่งงานที่สองเองน่ะ หลวงพี่ confused smile)

จริงที่สุดที่หลวงพี่บอกว่า ความวิเวกอยู่ที่ใจ
อยู่ที่ไหนถ้าใจเป็นสุข สงบ ก็อยู่ได้
แต่ทำงานกับนายแล้วไม่สามารถคุยกันได้
ก็ไม่เวิร์คเหมือนกันนะฮิ question

จากกันด้วยดีดีกว่า ก่อนที่ใครจะเกลียดใคร
เราก็ไม่อยากเกลียดเค้า (กลัวเจอกันชาติหน้า sad smile )

ไปหารังใหม่ดีกว่า...

#23 By MANA Cross on 2008-08-26 16:49

ตอบความเห็นที่ ๑๘

ขอบคุณในคำแนะนำ จะรับไว้พิจารณาครับ

กะลังฝึกปรืออยู่ครับ เพิ่งเขียนมาได้ ๒-๓ เดือนเอง

บวชมาก็ไม่นาน ยังเป็นพระนวกะอยู่เลย คงต้องฝึกฝนอีกเยอะครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#22 By Dhammasarokikku on 2008-08-26 12:27

ตอบความเห็นที่ ๒๐

อ๋อ...ก้อพูดถึงกีฬาประเภทนี้ไง ลองคิดดูซีว่า ถ้าเอาบุญกิริยาวัตถุ ที่มีตั้ง ๑๐ อย่าง ไปเทียบกับฟุตบอล บาสเก็ตบอล ต่อยมวย เทควันโด้ คงไม่เข้าท่าแน่ ๆ ก็พอดีคูณพูดถึงยิมนาสติก กับกระโดดน้ำ มันก็เลยจุดประกาย ..แปร๊บ.. พรึ่บ ไฟลุกท่วมจอ แมงโม้บินว่อน ฟูมฟาย น้ำลายแตกฟอง ฟ่อด ๆ

พล่ามไม่หยุดด้วยประการฉะนี้ ฯ

#21 By Dhammasarokikku on 2008-08-26 12:23

ปล. แล้วอิฉันไปเกี่ยวอะไรกับข้างบนนั้นด้วยหล่ะคะนั่น...สาธุ

#20 By มนตรา (58.8.130.56) on 2008-08-26 11:57

เมื่อวานเพิ่งได้ฟังเสียงบ่นจากบรรดาครูจากหลาย ๆ โรงเรียนว่า เดี๋ยวนี้เด็กประถมมัธยมเล่นกีฬากันน้อยลง หันไปเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ แชทหรือไม่ก็หมกมุ่นอยู่กับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ กันมาก จนสนามบาส สนามบอล สนามวอลเล่ย์ เงียบอย่างกับป่าช้า

สมัยดิฉันเป็นวัยรุ่นจำได้ว่าพอพักเที่ยงหรือหลังเลิกเรียน ต้องรีบวิ่งไปที่สนามกีฬา และเล่นเกือบทุกอย่างที่มีให้เล่น (ถึงแม้จะไม่ได้เรื่องซักอย่างก็ตาม)เห็นบทความในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งวันก่อนพูดถึงเรื่องหัดเด็กให้รักกีฬาเพื่อฝึกสมาธิ เลยนำมาโยงกันเล่น ๆ ไม่นึกว่าท่านจะเอาไปเขียนจริง ๆ ท่านหนอท่าน ไปจนได๊ @...@

#19 By มนตรา (58.8.130.56) on 2008-08-26 11:54

ดูว่าลีลาในการเขียนสนุกก็จริง
แต่ถ้าสรุปตอนจบให้เห็นสาระและเจตนาที่แท้อีกสักหน่อยน่าจะส่งผลดีกว่านะครับ
(เข้าใจว่าที่พระเขียนให้สนุกคงต้องการให้วัยรุ่นหันมาสนใจธรรมมะ)
แต่จะดีกว่าไหมถ้าเพิ่มความน่าสนใจให้กับคนทุกเพศทุกวัยทุกสาขาอาชีพในยุคนี้ที่ต้องการธรรมมะเป็นที่พึ่ง


#18 By นิวรณ์ (222.123.210.161) on 2008-08-26 10:32

สาธุขอให้ผลแห่งการโมทนาบุญนี้ ขอลูกช้างเห็นดาวอังคารที่เขาว่ากันว่า จะเห็นได้เด่นชัดในวันที่ 27 นี้ด้วยเทอญ (ดูจะมักใหญ่ใฝ่สูงไปไหมคะ?)

และท่านคะ ด้วยความเคารพนะคะ โอลิมปิคปิดไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานค่ะ!

#17 By มนตรา (58.8.118.64) on 2008-08-26 00:03

เลยขอมาร่วมอนุโมทนาบุญลีลาโดยเฉพาะในข้อที่ 9 ที่ท่านได้เมตตาให้ธรรมมะกับหนุ่มสาววัยทีนและร่วมเป็นกำลังใจให้กับการเขียนผลงานธรรมของท่านต่อไปนะคะ

#16 By มนตรา (58.8.118.64) on 2008-08-26 00:02

ว่าแล้วทำไมวันนี้ถึงจามมันทั้งวัน อ้อ เป็นเพราะร้อนตัว กลัวจะถูกหาว่า ไม่ได้ช่วยอะไร มัวแต่นอนดูโอลิมปิกยิมนาสติกลีลาอยู่กับบ้านนี่เอง

#15 By มนตรา (58.8.118.64) on 2008-08-25 23:52

ส๊าธุ...ส๊าธุ
ทำบุญทำทานกันเยอะเย๊อะ
แบ่งบุญกันมั่งนะ

กะว่าจะไปทำบุญมั่งละ จิตใจผ่องใส่
ทำที่ไหนดีคะ ใครทำไรก้ออนุโมทนาด้วยน๊า
น่าจะไม่มีภัยซ่นเร้นนะคะ อิอิsad smile
อยากจะทำทุกกระบวนลีลาจริงๆ

**************
ลีลาไหนๆเราก็ทำได้ ง่ายจัง

#13 By groundfloor on 2008-08-25 23:37

แหมๆ หลวงพี่ก็บล๊อกธรรมะนี่แหล่ะ
แต่เป็นเวอร์ชั่นอ่านง่าย ฮาได้ ไม่ผิดไง
เวลาฮาๆ นี่มันจำง่ายนะหลวงพี่นะ open-mounthed smile

ว่างๆ ยังอ่านให้พี่สาวฟังบ่อยๆ
ยัยพี่คนนี้ก็เหลือเกิน
ยังไม่ทันแก่ ชอบให้น้องอ่านหนังสือให้ฟัง sad smile

ที่ผ่านมาก็ส่งไปให้เพื่อนๆ อ่านกันหลายคนแล้วนะ
ฮากันถ้วนหน้า แถมได้ข้อมูลธรรมะจากพระจริงๆ ด้วยนะฮิ open-mounthed smile

#12 By MANA Cross on 2008-08-25 23:32

นิมนต์ เอ้ย เชิญเลยจ๊ะ
ไม่หงวนลิขสิทธิ์ แค่ขอเก๋าเจี๊ยะ เอ้ย...sad smile sad smile sad smile เม้นท์ค่าแรงพิมพ์ดีด สักสองสามอัน เป็นพลังในการฟูมฟายต่อไป...

แต่เอ๊ะ... เขียนสาระโคตร ๆ ไหง เอาไปให้เพื่อนได้อ่านได้ฮากันละเนี่ย

ตกลงนี่บล็อกธรรมะ หรือบล็อกคาเฟ่อะsad smile

ชักเริ่มไม่แน่ใจตัวเอง

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#11 By Dhammasarokikku on 2008-08-25 23:14

ชอบเอนทรี่นี้ๆ มากๆ เลยหลวงพี่ open-mounthed smile
ขอก๊อปเอาไปให้เพื่อนๆ ได้อ่านได้ฮา
แล้วก็บุญกันถ้วนหน้าหน่อยนิ
ได้ใช้มั้ยฮิ open-mounthed smile

#10 By MANA Cross on 2008-08-25 23:09

ตอบความเห็นที่ ๗

จริงครับ เพราะสมัยก่อน พระส่วนใหญ่อยู่ในป่าครับ ไม่ใช่อยู่ในเมืองเหมือนปัจจุบัน

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเป็น นิสสัย ๔ คือ กิจที่บรรพชิตควรทำ หรือเครื่องอาศัยของบรรพชิต ทีเดียว

๑. บิณฑบาต
๒. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล
๓. อยู่โคนไม้
๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า

๓ อย่างแรก ไม่แปลก มาแปลกอันที่ ๔ นี่แหละ อะไร คือ ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า เอาฉี่ ดองกับ ลูกสมอ แล้วทิ้งไว้ ๑๕ วัน จะไม่ปรากฏกลิ่นฉี่เลย ฉันแล้วทรงพลังเป็นเฮอร์คิวลิส หรือ โชว ริว เคน มาก เป็นยาอายุวัฒนะ พระสมัยก่อนถึงอยู่ป่ากันเป็นวัตร อย่างสบายไงครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

ปล.ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยลองเหมียนกัน อิ อิ

#9 By Dhammasarokikku on 2008-08-25 22:25

โอ มีหลายลีลามาให้เลือกตามสะดวกจิงๆ
ตอนนี้ก็ได้แต้มไปเยอะแล้วสิ อิอิ open-mounthed smile

แอบโมทนาบุญคนอื่นบ่อยๆ เหมือนกัน
เมื่อก่อนนึกว่าไม่ค่อยดีซะอีก
แบบว่า ไม่ออกแรงทำเอง
ที่แท้ลดความอิจฉานี่เอง open-mounthed smile

สะสมบุญนี่มันง่ายจริงๆ เนอะ

#8 By MANA Cross on 2008-08-25 22:24

ฝากคำถามหน่อยครับ
สงสัยว่า
"กินฉี่รักษาโรคมีอยู่ในพระไตรปิฏกจริงหรือ?"
ผมเห็นหลายคนหลายตำรากล่าวอ้างไว้(เช่น กลุ่มสันติอโศก)
เลยอยากถามพระหน่อยว่าจริงอ๊ะป่าว เหตุผลจริงๆแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ครับ

#7 By อุททัจจะ (222.123.210.161) on 2008-08-25 21:52

ล้ำลึก ล้ำลึก

#6 By maha-oath (117.47.48.190) on 2008-08-25 21:34

Hot! Hot! Hot!

#5 By Rinna ♥ on 2008-08-25 21:23

ระวังภัยซ่อนเร้นนะ อิ อิ

#4 By Dhammasarokikku on 2008-08-25 20:31

confused smile แบบนี้ใครมาบอกก็โมทนาบุญหมดเลย

#3 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-08-25 20:16

สาธุฯ
ชาวexteenจะเป็นนักสร้างวัด ฮ่าๆๆ

ลีลาบุญบ้างก็ใช้ทุน
บ้างก็ใช้กำลังใจ
บ้างก็ใช้สมอง
แล้วแต่ว่าเราจะสะดวกแบบไหน

คราวนี้คนงบน้อยจะได้เลิกมีข้ออ้างทำบุญสักทีquestion

#2 By S.Sasi on 2008-08-25 18:53

Hot! Hot! Hot!

ชอบครับ วันหลังผันตัวไปสร้างวัดบ้างดีกว่าconfused smile

Dhammasarokikku View my profile